BuyCOMs.com

Subscribe to Buyerguide การเลือกซื้อ Subscribe to Buyerguide การเลือกซื้อ Find Us one Buyerguide การเลือกซื้อ







Buyer Guide : การเลือกซื้อสินค้าไอที

การเลือกซื้ออุปกรณ์เน็ตเวิร์ค

In Network, การเลือกซื้อ.

  ไวร์เลสเราเตอร์ (Wireless Router) เป็นอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตมีบทบาทสำคัญอย่างมากในปัจจุบัน เพราะอินเทอร์เน็ตที่ใช้งานตามบ้านทั่วไปน่าจะเรียกได้ว่าเป็นปัจจัยที่ 5 อย่างเลี่ยงไม่ได้ และด้วยการพัฒนาเครือข่ายอินเทอร์ในบ้านเราขยายพื้นที่บริการ และความเร็วไปได้เร็วจนน่าตกใจ อินเทอร์เน็ตที่ใช้งานตามบ้านก็ขึ้นต่ำ 10Mbps ในราคาประมาณ 590 บาทต่อเดือน หรือถ้าใครมีกำลังจ่ายมากหน่อยก็อาจจะขยับความเร็วไปได้ถึง 200Mbps-1Gbps กันเลยทีเดียว เรียกได้ว่าเปิดเน็ต เล่นเกมออนไลน์ หรือดูยูทูปได้ลื่นๆ สบายๆ

แต่สุดท้ายแล้วอินเตอร์เน็ตจะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับอุปกรณ์เน็ตเวิร์คตัวต้นทางที่เป็นสำคัญ ซึ่งนั่นก็คือโมเด็มทำหน้าที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในบ้านนั่นเอง (ไม่นับรวมเน็ตล่มอันเกิดจากผู้ให้บริการเอง อันนั้นเหตุสุดวิสัย เราทำอะไรไม่ได้มากกว่าโทรไปแจ้ง) โดยปกติแล้วเมื่อเราขอติดตั้งอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นแบบ ADSL, หรือระบบ internet fibre optic ผู้ให้บริการก็จะมีโปรโมชั่นการแข่งขันแย่งลูกค้าให้ผู้ใช้ยืมโมเด็มเราเตอร์ไปใช้งานฟรีๆ ในการติดตั้งใช้งานครั้งแรก ซึ่งตัวโมเด็มเราเตอร์ที่เค้าให้มาก็ถือว่าใช้งานได้ดีในระดับหนึ่ง (ในปัจจุบันการตลาดแข่งขันกันรุ่นแรงมากขึ้น ถึงกับแจก Wi-Fi Router กันเลยทีเดียว) รองรับการเชื่อมต่อต่ออุปกรณ์ได้ประมาณ 2-3 อุปกรณ์เท่านั้น ถ้ามีการเชื่อมต่อมากกว่านี้ การแย่งแบนด์วิธกันมากขึ้น และด้วยข้อมูลที่วิ่งผ่านโมเด็มเราเตอร์มีมากเกินไปที่ตัวเครื่องจะรับไหว ทำให้ออนไลน์อินเทอร์เน็ตได้ช้า ไม่ราบรื่นเท่าที่ควรจะเป็น บางครั้งตัวโมเด็มเราเตอร์อาจจะค้างไปเลยก็มี ซึ่งมีหลายๆ ครั้งที่เราโทรศัพท์เข้าไปแจ้งปัญหากับคอลเซนเตอร์ เจ้าหน้าที่มักจะให้เราปิด-เปิดโมเด็มเราเตอร์เป็นอันดับแรก เพื่อล้างข้อมูลต่างๆ ที่ค้างบนหน่วยความจำให้หมดไป เพราะโดยทั่วไปตัวโมเด็มเราเตอร์ที่แถมมาจะมีหน่วยความจำในตัวประมาณ 8-16MB เท่านั้น ถ้าอยากเชื่อมต่อออนไลน์อินเทอร์เน็ตให้ราบรื่นมากยิ่งขึ้น ไม่ต้องมาเปิด-ปิดบ่อยๆ ก็จำเป็นต้องออกแรงซื้อเราเตอร์ที่มีสเปคสูงกว่ามาใช้งาน เพื่อให้อินเทอร์เน็ตในบ้านเรา หรือแม้แต่อินเทอร์เน็ตในออฟฟิศ พร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา หรือทำงานได้ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง รองรับอุปกรณ์เชื่อมต่อจำนวนได้ดี เชื่อมต่อออนไลน์อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่นเล่นเกมออนไลน์ ดูยูทูป ดูหนังออนไลน์เป็นต้น และสุดท้ายที่มีความสำคัญไม่แพ้กันต้องมีระบบป้องกันความปลอดภัยที่น่าเชื่อถือ ป้องกันผู้ใช้งานอื่นๆ มาลักลอบใช้งานโดยที่เราไม่ได้รับอนุญาต

ก่อนอื่นเราขออธิบายคำศัพท์เทคนิค และอุปกรณ์เน็ตเวิร์คเล็กๆ น้อยที่หลายคนมักจะได้ยินทั้งจากพนักงานขาย เพื่อๆ หรือหาอ่านข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต เพราะบางทีก็พูดทับศัพท์ บางทีก็แปลเป็นไทยทำให้หลายๆ คนยังสับสนอยู่ เดียวเราจะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ไม่ได้ลงลึกอะไรให้ซับซ้อนมากนัก เพื่อให้เลือกซื้ออุปกรณ์ได้ตรงกับความต้องการได้ดีที่สุด

Wireless

ถ้าพูดเป็นภาษาไทยจะเรียกว่าไร้สายหลายคนคงเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นรีโมทไร้สาย คีย์บอร์ดไร้สาย เมาส์ไร้สาย จอยไร้สาย หูฟังไร้สาย เป็นต้น สังเกตว่าอุปกรณ์เหล่านั้นจะไม่ได้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตโดยตรง เราก็จะเรียกว่าไวร์เลส หรือเชื่อมต่อแบบไร้สาย

image001

Wi-Fi

ถ้าอุปกรณ์ใดๆ เชื่อมต่อแบบไร้สาย แล้วเข้าสู่อินเทอร์เน็ตได้ เราจะเรียกว่าไวไฟ (Wi-Fi) เช่น USB Wi-Fi, มือถือเชื่อมต่อไวไฟ โน้ตบุ๊กเชื่อมต่อเน็ตผ่านไวไฟ เป็นต้น โดยทำงานบนคลื่นความถี่ได้ทั้ง 2.4GHz และ 5GHz

image003

Modem (modulator-demodulator)

เมื่อยุคก่อนเราจะคุ้นเคยกับคำว่าโมเด็มมากๆ เพราะว่าเราจะเล่นอินเทอร์เน็ต 56Kbps ผ่านสายโทรศัพท์ โดยมีตลับแยกระหว่างโทรศัพท์บ้าน และอีกสายลากมาต่อที่เครื่องพีซี ซึ่งตัวโมเด็มจะทำหน้าที่แปลงสัญญาณแอนาล็อคให้เป็นสัญญาณดิจิตอลเพื่อเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต หรือถ้าใครต้องการประสิทธิภาพมากหน่อยก็อาจจะมีโมเด็มแบบ External เชื่อมต่อกับพีซีผ่านสาย USB ซึ่งจะมีราคาแพงกว่า แต่ก็มีประสิทธิภาพมากกว่าแบบ Built-in ในตัวเครื่องพีซี
image008

ADSL, VDSL

เป็นเทคโนโลยีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่เรียกว่า ADSL หรือ Broadband internet ได้รับนิยมมากสุดในปัจจุบัน มีโครงข่ายครอบคลุมเกือบทั่วไปประเทศ (เชื่อมต่อผ่านสายโทรศัพท์เช่นเดียวกับอินเทอร์เน็ต 56K) แต่จะเชื่อมต่อผ่านตัวเราเตอร์แทน ความเร็วเริ่มต้นในปัจจุบันทุกค่ายให้มาที่ 10Mbps/512Kbps (Download/Upload) ในราคาประมาณ 590 บาทต่อเดือน และในปัจจุบันพัฒนามาเป็นระบบ VDSL ซึ่งจะรองรับความเร็วได้มากกว่าระบบ ADSL หลายเท่า (สูงสุด 100Mbps) ลากสายจากชุมสายไปยังซอยลึกๆ ได้ในระยะไกลถึง 1 กิโลเมตร ในยุคนี้เองเราจะได้ยินคำว่าเราเตอร์ (Router) มากขึ้น เพราะสามารถแบ่งการใช้งานอินเทอร์เน็ตให้คอมพิวเตอร์ได้มากกว่าหนึ่งเครื่องโดยต่อผ่านสายแลน

image009DOCSIS (Data over Cable Service Interface Specification)

เป็นรูปแบบการส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตมาตามสายเคเบิ้ล เดิมเราจะคุ้นเคยกับกล่องรับสัญญาณทีวีบอกรับสมาชิกระบบเคเบิ้ล แต่ในปัจจุบันสามารถส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงมาตามสายสัญญาณ RG6 นี้ได้ความเร็วสูงสุด 200Mbps ได้สบายๆ อีกทั้งค่า Latency ก็จะน้อยกว่าอินเทอร์เน็ตระบบ ADSL มากด้สน ทำให้เล่นเกมออนไลน์ได้ไม่สะดุด ผู้ให้บริการบ้านเราที่คุ้นเคยก็จะเป็น trueinternet และเครือข่ายอินเทอร์เน็ตท้องถิ่นที่ แต่ระบบนี้ก็จะมีข้อจำกัดอยู่ที่ระยะทางการเดินสายจาก Node ไม่ควรเกิน 200 เมตร ส่วนมากจะบริการตามหมู่บ้านเกิดใหม่ และคอนโดในหัวเมืองใหญ่

image011

Fiber optic internet

เป็นอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงอย่างแท้จริง ความเร็วที่เปิดให้บริการสูงสุดก็ปาเข้าไปถึง 2Gbps กันเลยทีเดียวกับอินเทอร์เน็ตที่วิ่งตามสายเคเบิ้ลแบบใยแก้วนำแสง นอกจากที่จะเล่นอินเทอร์เน็ตได้แล้ว ยังสามารถดูทีวีผ่านกล่อง Set Top Box ได้พร้อมกันโดยไม่ต้องติดจานดาวเทียมอีกด้วย แต่ว่าพื้นที่ให้บริการยังไม่ครอบคลุม (ในกทม.ก็ยังไม่ครอบคลุมเลยครับ 2016)

 

image016

Router

เป็นอุปกรณ์เน็ตเวิร์คที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยทำหน้าสลับสัญญาณให้คอมพิวเตอร์ออกสู่อินเทอร์เน็ต โดยที่ตัวเราเตอร์จะทำหน้าที่แจกที่อยู่ (IP) ให้กับอุปกรณ์ใดๆ ที่เชื่อมต่อผ่านตัวเราเตอร์ เมื่อคอมพิวเตอร์ หรือสมาร์ทโฟนต้องการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเราเตอร์จะคอยสลับให้แต่ละ IP หรือแต่ละเครื่องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ครั้งละอุปกรณ์เท่านั้น แต่ด้วยความเร็วที่มาก เราจึงรู้สึกว่าทุกอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้พร้อมกัน แม้ว่าตามสเปคแล้วเราเตอร์หนึ่งตัวจะจ่าย IP ให้กับอุปกรณ์ได้มากถึง 255 ชุด แต่พอเอาเข้าจริงๆ ต้องดูส่วนประกอบอื่นๆ ด้วยเช่นความเร็วซีพียู ขนาดความจุของแรม เป็นต้น

image019

Router Modem

ปัจจุบันผู้ให้บริการมักจะแถม Modem Router มาให้พร้อมใช้งานได้เลยในการขอใช้บริการอินเทอร์เน็ต ซึ่งในตัวอุปกรณ์จะมีพอร์ต RJ11 สำหรับเชื่อมต่อสายโทรศัพท์ที่แยกออกมาจากตลับ Splitter ทำหน้าที่แปลงสัญญาณแอนาล็อคให้เป็นสัญญาณดิจิตอล และพร้อมเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ทันที ที่ด้านหลังโมเด็มเราเตอร์ส่วนมากจะมีพอร์ตแลน (LAN) มาให้ 3-4 พอร์ตเพื่อลากสายแลนเชื่อมต่ออุปกรณ์อื่น ที่ต้องการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ง่ายๆ

 

image020
image024

All-in-One Modem Router

ปัจจุบันเราจะคุ้นเคยกับอุปกรณ์เน็ตเวิร์ตตัวนี้มาก เพราะเป็นการรวมเอาทั้งตัว โมเด็ม + เราเตอร์ + Wi-Fi มารวมไว้ในอุปกรณ์เดียวทำให้ได้รับความสะดวกมากขึ้น ซื้ออุปกรณ์มาตัวเดียวใช้งานได้ครบทุกอย่าง ถ้าใช้งานไม่หนักมาก (ของแถมที่ผู้ให้บริการแถมมา) ก็ถือว่าพอเพียงสำหรับการใช้งานกับ 2-3 อุปกรณ์ เช่นคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง + โทรศัพท์สมาร์ทโฟน 2 เครื่อง เป็นต้น แต่ถ้าใช้งานหนักๆ เช่นโหลดบิท เล่นเกมออนไลน์ ดูหนังออนไลน์ ก็อาจจะเอาไม่อยู่ในระยะยาว เพราะหนึ่งอุปกรณ์ ต้องทำถึง 3 หน้าที่พร้อมกัน ความร้อนสะสมก็จะมากขึ้นตามไปด้วย ทำให้มีโอกาสเครื่องค้าง หรือเล่นเน็ตได้ช้า เป็นต้น

image026

Switch Hub หรือ Hub Switch (ถ้า Hub เฉยไม่มีน่าจะมีขายแล้วในปัจจุบัน) เป็นอุปกรณ์ช่วยขยายพอร์ตแลนให้มีใช้งานได้มากขึ้น ตั้งแต่ 5-48 พอร์ต โดยมีวงจรตัดต่อทั้งแบบไม่ซับซ้อน (ราคาถูกควบคุมไม่ได้ เสียบแล้วพร้อมใช้งานทันที) และแบบซับซ้อนควบคุมการทำงานแยกความสำคัญในแต่ละพอร์ตได้ และมีราคาแพง ทำให้อุปกรณ์สื่อสารกันได้ทุกเครื่องพร้อมๆ กัน ความเร็วในการเชื่อมต่อของแต่ละเครื่องวิ่งได้เต็มสปีด

image027Access Point (AP)

ทำหน้าที่คล้ายกับ Switch Hub แต่จะเชื่อมต่อผ่านสัญญาณ Wi-Fi แทน การติดตั้งใช้งานตัวแอคเซสพอยส์นั้นง่ายมาก เพียงแค่เชื่อมต่อสายแลนเข้ากับแอคเซสพอยส์ (ส่วนมากจะมีพอร์ตเดียว) เพียงเท่านั้นก็พร้อมปล่อยสัญญาณ Wi-Fi ได้ทันที (ส่วนการตั้งชื่อ Wi-Fi และใส่รหัสต้องดูที่คู่มือเป็นรุ่นๆ ไป) และในปัจจุบันมีให้เลือกทั้งคลื่นสัญญาณ 2.4GHz และแบบ Wireless AC

HP-5102-Box_app

 

image031

Powerline

ทำหน้าที่เปลี่ยนสายไฟในบ้านให้กลายเป็นสายแลน เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้สะดวกทุกที่ โดยมีอุปกรณ์อย่างน้อยสองตัว (ตัวส่ง และตัวรับ) โดยจะสร้างคลื่นความถี่ไปตามสายไฟภายในบ้าน (ส่วนมากจะสร้างที่ความถี่ไม่เกิน 100MHz) แล้วตัวรับความถี่นี้ที่ปลายทางพร้อมจ่ายสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่พอร์ตแลน หรือบางรุ่นก็ออกแบบให้มีสัญญาณ Wi-Fi ในตัว ให้ใช้งานได้สะดวกมากยิ่งขึ่นไปอีกไม่ต้องเดินสายแลนให้เกะกะ และความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูลก็มีให้เลือกตั้งแต่ 200Mbps -1300Mbps

image032

Wireless AC

เป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อแบบไร้สายที่ออกแบบให้เชื่อมต่อได้ทั้งคลื่น 2.4GHz และคลื่น 5GHz (บางครั้งก็จะเรียกว่า Dual-band) ได้พร้อมกัน เพื่อแบนด์วิธที่มากกว่า โดยทางเทคนิคแล้วการเชื่อมต่อแบบไร้สายจะเป็นการแบ่งคลื่นกันใช้ เช่น Wireless 300Mbps ถ้ามีอุปกรณ์ไร้สายเชื่อมต่อทั้งหมด 5 เครื่องก็จะใช้งานได้เครื่องละ 60Mbps (อาจจะไม่เป๊ะๆ ขนาดนี้ในการใช้งานจริง) ทำให้การสตรีมมิ่งไฟล์มีเดีย หรือเล่นเกมออนไลน์ที่ต้องใช้แบนด์วิธมากๆ เครื่องอื่นๆ ก็อาจจะช้าแบบทันตาเห็น แต่เมื่อ Wireless AC ที่คลื่น 5GHz จะมีความเร็วเริ่มต้น 433Mbps ทำให้รองรับการใช้งานอุปกรณ์ได้มากกว่า เช่น Wireless AC1200 จะมีความเร็ว 300Mbps ที่คลื่น 2.4GHz และที่คลื่น 5GHz ความเร็ว 867Mbps (ความเร็วรวม 1167Mbps) เรียกได้ว่ารองรับอุปกรณ์ได้มากกว่าเดิมหลายเท่าตัว

IEEE 802.11X

มาตรฐานเครือข่ายไร้สาย IEEE 802.11 ใช้งานมายาวนานมากแล้ว คนทั่วไปมักจะจำความเร็วในแต่ละมาตรฐานได้ง่ายกว่า เช่น Wireless G (IEEE 802.11g) ความเร็วสูงสุด 54Mbps Wireless N (IEEE 802.11n) มีความเร็วสูงสุด 150Mbps และ 300Mbps บนคลื่นความถี่ 2.4GHz (ปัจจุบันมีบางค่ายเร่งความแรงให้เพิ่มสูงขึ้นไปที่ระดับ 600Mbps และ 1000Mbps ได้) ส่วนที่คลื่นความถี่ 5GHz (IEEE 802.11a) ตัวเราเตอร์จะผลิตมาให้เราเลือกซื้อแบบ AC คือมีให้ใช้งานทั้งคลื่น 2.4GHz และ 5GHz พร้อมกัน เพื่อให้รองรับอุปกรณ์รุ่น และรุ่นใหม่ใช้งานร่วมกันได้ทั้งหมด โดยตัวเลขที่ระบุจะเป็นความเร็วของทั้งสองคลื่นรวมกัน เช่น Wireless AC1900 ก็จะเป็นความเร็ว 2.4GHz ที่ 600Mbps และความเร็ว 1300Mbps บนคลื่น 5GHz

D-Link DIR-885L

MIMO (multiple-input and multiple-output)

อ่านแบบตรงตัวง่ายก็จะเรียกว่าไมโม เป็นเทคนิคการเพิ่มจำนวนช่องสัญญาณในการรับ-ส่งข้อมูล ด้วยการเพิ่มจำนวนเสาอากาศทั้งที่เครื่องส่ง และเครื่องรับให้มากขึ้นเป็นจำนวนเท่าๆกัน อย่างเช่นถ้าหากเครื่องส่งมีเสาอากาศ 2 ต้น เครื่องรับก็ต้องมีเสาอากาศ 2 ต้นด้วย โดยมีเงื่อนไขว่าการจัดวางตำแหน่งของเสาอากาศทุกต้นของฝั่งเครื่องส่งและเครื่องรับจะต้องมีขนาด และระยะตำแหน่งต่างๆ ที่ตรงกัน จึงจะสามารถรับ-ส่งผ่านช่องสัญญาณทุกช่องได้ สมาร์ทโฟนราคาหลักหมื่นหลายรุ่นออกมารองรับเทคโนโลยีนี้มากขึ้นเรื่อยๆ

Repeater

 ทำหน้าขยายสัญญาณ Wi-Fi ให้มีความแรงได้ง่ายๆ แก้ปัญหาจุดอับสัญญาณได้ง่าย เช่นวางเราเตอร์ไว้ที่ห้องรับแขกด้านล่าง สัญญาณ Wi-Fi ที่ชั้นสองไม่แรง ก็นำ Repeater ไปขยายสัญญาณ ยิ่งในปัจจุบันพัฒนาระบบการติดตั้งได้สะดวกมาก เพียงแค่กดปุ่มที่ตัวเราเตอร์ แล้วก็มากดปุ่มที่ตัว Repeater เพียงเท่านี้สัญญาณ Wi-Fi ที่เคยรับได้ 1-2 ขีด ก็เพิ่มขึ้นมาเต็มสปีด ออนไลน์อินเทอร์เน็ตได้สะดวกราบรื่นมากขึ้น

นอกจากนั้นทั้งตัวเราเตอร์ และแอคเซสพอยส์ในปัจจุบันยังได้ออกแบบให้ประยุกต์ใช้งานได้มากกว่าหนึ่งฟังก์ชั่น เช่นเราเตอร์สามารถทำหน้าที่เป็นแอคเซสพอยส์ก็ได้ กรณีที่นำเราเตอร์มาเชื่อมต่อซ้อนกันตั้งแต่สองตัวขึ้นไป หรือแอคเซสพอยส์ทำหน้าที่ขยายสัญญาณ Wi-Fi ได้ (Repeater) รับสัญญาณ Wi-Fi มาปล่อยสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่สายแลนได้ (Client Mode) เพื่อให้ผู้ใช้งานปรับเปลี่ยนโหมดวิธีใช้งานได้ตามทุกสถานการณ์

WEP, WPA, WPA2, WPS

เป็นเทคโนโลยีการเข้ารหัสความปลอดภัยของระบบเครือข่ายไร้สาย เพื่อป้องกันผู้ไม่หวังดีแอบเจาะรหัสเข้ามาแอบใช้งานอินเทอร์เน็ตของเรา หรือร้ายกว่านั้นอาจจะมาล้วงเอาไฟล์ข้อมูลในคอมพิวเตอร์ หรือ NAS ที่เชื่อมต่อในเครือข่ายได้ ซึ่งในปัจจุบันนิยมเลือกตั้งค่ารหัสความปลอดภัยแบบ WPA2 ที่มีความปลอดภัยสูงสุด ส่วน WPS เป็นการเชื่อมต่ออุปกรณ์โดยไม้ต้องกรอกรหัสก็ถือว่ามีความปลอดภัยสูงเช่นกัน ส่วน WEP ไม่แนะนำให้ใช้ เพราะโดนเจาระรหัสผ่านได้ง่ายมาก

image035Bridge Mode

อย่างที่บอกไปข้างต้น ถ้าปล่อยให้โมเด็มเราเตอร์ หรือ All-in-one ทำหน้าที่ทั้งหมดในเครื่องเดียวก็อาจจะเป็นการหนักเกินไป การทำงานอาจจะไม่มีสเถียรภาพหากว่ามีการใช้งานหนักๆ เชื่อมต่ออุปกรณ์หลายเครื่องใช้งานพร้อมกัน จึงต้องแยกหน้าที่การทำงานกัน โดยให้ตัวโมเด็มเราเตอร์ที่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตแถมมา (สังเกตว่าจะมีพอร์ต RJ11 สำหรับเสียบสายโทรศัพท์ที่แยกมาจาก Splitter) ทำหน้าที่แค่แปลงสัญญาณแอนาลอกเป็นสัญญาณดิจิตอลเท่านั้น แล้วค่อยหาซื้อเราเตอร์ที่สเปคดีๆ มารับภาระหน้าที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในโหมด PPPoE แทน

 

จากข้อมูลข้างต้นเราก็พอจะสรุปได้ว่าอย่างน้อยผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตแถมเราเตอร์แบบ All-in-one มาให้ 1 ตัว ไม่ว่าจะติดตั้งอินเทอร์เน็ตแบบ ADSL, VDSL, DOCSIS หรือ Fiber optic internet แต่ก็เป็นสเปคแบบว่าพอใช้งานได้ในระดับหนึ่ง ที่ผ่านการพิจารณา และคัดเลือกจากโรงงานที่ได้คุณภาพตามกฎเกณฑ์ขั้นต่ำที่เขากำหนดไว้ ความแรงของสัญญาณ Wi-Fi ก็อาจจะแรงไม่ถึงใจ ประสิทธิภาพการทะลุทะลวงก็ไม่ถึงกับดีมาก ถ้าต้องการประสิทธิภาพมากขึ้นยังไงก็ต้องหาเราเตอร์มาเปลี่ยน เพิ่มแอคเซสพอยส์ หรือ Repeater เพื่อกระสายสัญญาณ Wi-Fi ให้ได้ครอบคลุมในพื้นที่ ที่ต้องการใช้งาน

-สรุปเราเตอร์ในปัจจุบันที่มีใช้งานตามบ้านมีทั้งหมด 4 แบบ-

  1. Router modem แบบธรรมดาสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านสายโทรศัพท์ (รับสัญญาณอินเทอร์เน็ตจากกล่องแยกสายสายโทรศัพท์ หรือ Splitter) และแบ่งปันอินเทอร์เน็ตผ่านสายแลนเท่านั้น
  2. Router เป็นอุปกรณ์เน็ตเวิร์คที่ไม่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตด้วยตัวเองได้ (ต้องมี Router modem ด้วย) ที่ด้านหลังตัวเราเตอร์จะมีเพียงพอร์ต RJ45 สำหรับเชื่อมต่อสายแลนได้เท่านั้น (รับสัญญาณอินเทอร์เน็ตจากสายแลน)
  3. Wireless router ทำหน้าที่ปล่อยสัญญาณได้ทั้งสายแลน และมี Wi-Fi ในตัว (รับสัญญาณอินเทอร์เน็ตจากสายแลน)
  4. Wireless modem router หรือที่เรียกติดปากว่า All-in-one รับสัญญาณอินเทอร์เน็ตจากกล่องแยกสายสายโทรศัพท์ หรือ Splitter เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ในตัว และปล่อยสัญญาณอินเทอร์เน็ตได้ทั้งสายแลน และ Wi-Fi

 

เมื่อเรารู้พื้นฐานของอุปกรณ์เน็ตเวิร์คคร่าวๆ แล้ว ก็จะออกเดินทางไปมองดูเราเตอร์ตามร้านไอทีได้อย่างมีเป้าหมายมากขึ้น ว่าเราจะซื้อเราเตอร์แบบใดมาอัพเกรดใช้งานในครั้งต่อไป แต่สำหรับอินเทอร์เน็ตแบบ DOCSIS และ Fiber optic internet แบบ All-in-one ในตลาดบ้านเรายังไม่เห็นมีวางจำหน่าย และหลายๆ ค่ายไม่ยอมให้ตั้งค่าเป็น Bridge Mode ด้วย ต้องต่อเราเตอร์ซ้อนกัน โดยอาจจะไปปิด Wi-Fi เราเตอร์ที่แถมมา แล้วมาใช้งานเต็มๆ ที่เราเตอร์ตัวใหม่ หรือว่าแอคเซสพอยส์แทนก็ไม่มีปัญหา

1. ใช้งานพื้นฐานทั่วไป เชื่อมต่ออุปกรณ์ไม่มาก (งบประมาณไม่เกิน 2 พันบาท)

การเลือกเราเตอร์พื้นฐานอาจจะมองดูว่าง่าย เพราะราคาถูก มีให้เลือกตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักพันปลายๆ แต่ที่ชอป หรือที่หน้าร้านกลับมีมากมายหลายรุ่น หลายแบรนด์ให้เลือกจนเลือกไม่ถูก เพราะมีสเปคที่ไม่ต่างกันมากอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะถอยออกมาห่างจากหน้าร้ายหลายเมตรแล้วก็ยังตัดสินใจไม่ได้อยู่ดี แต่เราอยากให้มีหลักในการเลือกซื้อดังนี้

-เป็นแบรนด์ที่มีตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

-เลือกเงื่อนไขการรับประกันที่ง่ายที่สุด (เสียเปลี่ยนเครื่อง, ฟ้าผ่าเปลี่ยนได้ ฯลฯ)

-เลือกระยะเวลาการับประกันที่นานที่สุดเท่าที่จะเลือกได้ เพราะเป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบให้เปิดใช้งานได้ตลอด 24 ชั่วโมง

-สอบถามพนักงาน หรือโทรฯสอบถามศูนย์รับเคลมใกล้บ้าน ใกล้ที่ทำงานมากที่สุด เพื่อความสะดวกหากมีปัญหาภายหลัง

-ความเร็วของ Wi-Fi เลือกใช้ 300Mbps (2.4GHz) หรือถ้าเพิ่มงบไม่มากแล้วได้ Wireless AC750 (2.4GHz: 300Mbps, 5GHz: 433Mbps) ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

-เสาสัญญาณแบบภายนอกหากต้องการประสิทธิภาพการทะลุทะลวงสิ่งกีดขวาง ไม่จำเป็นต้องรุ่นเปลี่ยนเสาก็ได้ (ถึงแม้เปลี่ยนเสาได้ แต่กำลังส่งภายในไม่แรงก็แทบไม่มีประโยชน์)

2. ใช้งานระดับกลาง (งบประมาณ 2,000-7,000)

อยากได้ไวไฟเราเตอร์ดีๆ แต่ราคาถูกๆ สองอย่างนี้ยากจะบรรจบกันได้ ถ้าอยากออนไลน์อินเทอร์เน็ตได้ราบรื่นก็จำเป็นต้องกัดฟันเพิ่มงบประมาณที่สูงขึ้น และอยากให้เสียเวลาหาดูรีวิวหลายๆ แบรนด์เปรียบเทียบกัน ทั้งเมนูการใช้งาน และสเปคภายในที่ต้องดูละเอียดมากขึ้น โดยเฉพาะกับซีพียู และแรมต้องเลือกเอาเยอะมากที่สุดเท่าที่จะจ่ายไหว เพราะชิ้นส่วนเหล่านี้ไม่สามารถอัพเกรดได้ ติดมากับเราเตอร์อย่างไรก็ใช้งานอย่างนั้นจนกว่าจะพัง

-ซีพียูควรเป็นแบบ Dual-core ความเร็วซัก 800MHz ขึ้นไป

-แรม 64-128MB เพื่อให้รองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ในระดับ 20-30 Device ได้ลื่นๆ

-Wi-Fi ต้องเลือกแบบ Wireless AC ความเร็วขั้นต่ำ 1200Mbps

– เสาสัญญาณภายนอก 3 หรือ 4 เสาเป็นอย่างน้อย

-พอร์ตแลนเป็นความเร็ว Gigabit

-มีพอร์ต USB 2.0, 3.0 เพื่อเอาไว้เชื่อมต่อกับ USB Flashdrive หรือ External HDD เอาไว้เก็บไฟล์ข้อมูล ไฟล์มีเดียเอาไว้เล่นบนสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต สตรีมมิ่งออกไปดูบน Smart TV เป็นต้น หรือจะเอาไว้ต่อกับพรินเตอร์ก็สะดวกดี

3. ใช้งานระดับสูง (งบประมาณ 7,000 บาท ขึ้นไป)

ถ้างบประมาณไม่ใช้ปัญหาก็จัดไปโดยเฉพาะกับเหล่านักเกมมิ่งที่ต้องการความสเถียรภาพของอินเทอร์เน็ตให้นิ่งเสียยิ่งกว่าอะไร เพราะถ้าเกิดสะดุด หรือแลคมาซักครั้งสองครั้งในการแข่งขันกับเพื่อนๆ ก็อาจเสียหายถึงกับพ่ายแพ้ไปได้ง่ายๆ หรือถ้าเอาไปใช้งานในระดับ Advance ลงเฟิร์มแวร์นอกอย่างเช่น Tomato, DD-WRT, OpenWRT ก็อาจจะเลือกซีพียูแบบ Dual-core ความเร็ว 1GHz ขึ้นไป หน่วยความจำไม่น้อยกว่า 256MB เพื่อให้เล่นเฟิร์มแวร์ได้อย่างสะใจ และที่สำคัญอาจจะต้องรอสักพักหลังจากวางจำหน่าย รอให้นักพัฒนาเขาออกเฟิร์มแวร์ชัวร์ๆ แล้วปล่อยออกมาให้โหลด ค่อยจัดทีหลังก็ได้ (จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจ ขายออกไปในราคามือสองที่เจ็บใจ) เพราะแค่ฮาร์ดแวร์ข้ามเวอร์ชั่นอาจจะไม่รองรับการอัพเฟิร์มแวร์ก็ได้

-ซีพียูของค่าย Broadcomm แรงที่สุดในขณะนั้น

-แรม 256MB แต่ถ้าให้ดี 512MB เผื่อไปเลยก็ดี

-มี ROM ขนาด 128MB ขึ้นไปเพื่ออัพเกรดเฟิร์มแวร์นอกได้ดี หรือเรียกเฟิร์มแวร์เดิมกลับมาได้ง่าย

-เสาสัญญาณมากที่สุดเพื่อกระจายสัญญาณได้ครอบคลุมเป็นวงกว้างได้มากสุด

-ความแรงของคลื่น Wi-Fi ขั้นต่ำ 1900Mbps เพื่อรองรับทั้งการเล่นเกมออนไลน์ และสตรีมดูหนัง HD ได้ลื่นๆ

-รองรับระบบคคลาวด์ และควบคุมจากแอพฯบนสมาร์ทโฟนเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการปรับตั้งค่า

 

Tags: , , , , , , , , , , , ,

Short URL: http://www.buycoms.com/buyerguide/?p=428

« « WD My Cloud: Access anywhere …

เอชพี อิงค์ พลิกโฉมวงการเครื่องพิมพ์สำหรับธุรกิจด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่และผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม PageWide » »

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ

  • External Modemการเลือกซื้อโมเด็ม (Modem) นับถอยหลังกลับไปตั้งแต่ที่โมเด็มรุ่น Bell Dataphone 103 โมเด็มตัวแรกของโลกได้ถือกำเนิดขึ้นมา ในยุคนั้นก็สามารถสร้างความ ตื่นเต้นได้มาก ถึงแม้ว่าความเร็วในการส่งผ่านข้อมูล ในยุคนั้น […]
  • ControllerVsController-less เลือกแบบไหนที่ลงตัวมากกว่ากันControllerVsController-less เลือกแบบไหนที่ลงตัวมากกว่ากัน การติดตั้ง Access Point ในองค์กรหรือบริษัทใหญ่ๆ ต้องใช้อุปกรณ์ Access Point เชื่อมต่อหลายตัวเพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ที่ต้องการ ดังนั้น […]
  • บริหารจัดการ WiFi ด้วย Cloud Systemบริหารจัดการ WiFi ด้วย Cloud System Cloud Computing เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่มาแรงในยุคนี้ และหลายๆ ธุรกิจเริ่มใช้งานกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งรูปแบบการทำงานของ Cloud คือ แหล่งเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ที่ผู้ใช้งานสามารถ Upload […]
  • ทำไมต้อง WiFi Enterprise Grade หรือ Carrier Gradeทำไมต้อง WiFi Enterprise Grade หรือ Carrier Grade ปัจจุบันนี้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบไร้สายกำลังเป็นที่นิยม ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อด้วยเทคโนโลยีไร้สายแบบไหน ก็ก่อให้เกิดความสะดวกสบายกับผู้ใช้ เพราะสามารถเชื่อมต่อได้ทุกที่ทุกเวลา […]
  • การวางระบบเน็ทเวิร์คไม่ใช่เรื่องง่ายการวางระบบเน็ทเวิร์คไม่ใช่เรื่องง่าย การติดตั้งอุปกรณ์ไวเลส (Wireless) ต้องมีการวางระบบเน็ทเวิร์ค (Network) ที่ดี เนื่องจากในหลายๆ จุด มักพบปัญหาการติดตั้ง ทั้งสภาพแวดล้อมและสิ่งกีดขวางทางอากาศรวมถึงปัจจัยอื่นๆ […]
  • Broadband เลือกซื้ออุปกรณ์เครือข่ายง่ายๆ แค่ปลายนิ้วBroadband เลือกซื้ออุปกรณ์เครือข่ายง่ายๆ แค่ปลายนิ้ว คงมีหลายๆ ท่านที่คิดจะติดตั้งระบบเครือข่ายเพื่อใช้งานภายในบ้านหรือในสำนักงานของตัวเอง เพราะต้องการแชร์ ทรัพยากรที่มีอยู่เช่นเครื่องพิมพ์ ข้อมูล เครื่องสแกนและอื่นๆ […]

Do you have any comments on การเลือกซื้ออุปกรณ์เน็ตเวิร์ค ?

*

Input * Time limit is exhausted. Please reload CAPTCHA.