BuyCOMs.com

Subscribe to Story Subscribe to Story Find Us one Story







Story : บทความที่น่าสนใจ

Qualcomm VIVE 11ac + Snapdragon 810/808 อีกก้าวของเทคโนโลยี Wireless AC อย่างสมบูรณ์แบบ

April 30th, 2016 | in Story |


เมื่ออุปกรณ์เน็ตเวิร์คบนมาตรฐาน 802.11ac เริ่มทะยอยลงสู่ตลาดมากขึ้น เราก็จะได้เริ่มเห็นการเปลี่ยนถ่ายเทคโนโลยีจากเดิมที่ใช้เทคโนโลยีเก่าอย่าง 11g หรือ 11n อยู่ มาใช้ 11ac แต่นั่นก็จะมีปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลอีก เช่นเรื่องราคาของอุปกรณ์ 11ac และความพร้อมของอุปกรณ์ลูกข่ายทั้งหลายว่ารองรับและเรียกใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่นี้ได้มากน้อยแค่ไหน

การจะใช้งาน Wireless AC ให้ได้เต็มประสิทธิภาพนั้น แน่นอนอุปกรณ์ทั้ง Access Point และ อุปกรณ์ Client เอง จำเป็นจะต้องรองรับมาตรฐาน 11ac ด้วยกันทั้งคู่เช่นเดียวกับมาตรฐานอื่นๆ ที่ต้องรองรับทั้งสองฝั่งเช่นกันเพื่อให้ทำงานได้เต็มที่ แต่ถึงแม้ว่าจะไม่รองรับกัน 100% ก็ยังสามารถ ทำงานร่วมกันได้ เพียงแค่ผลลัพธ์หรือประสิทธิภาพที่ได้มานั้นอาจะดูไม่คุ้มค่า หรือยังดูไม่เหมาะสม ที่จะทำให้ผู้ใช้อัพเกรดไปใช้มาตรฐานที่ใหม่ขึ้น

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ความนิยมใช้งาน Wireless ส่วนใหญ่ยังคงอยู่บนมาตรฐาน G ที่มีความเร็วในการทำงานเพียงพอต่อการใช้งานทั่วไป ราคาไม่แพง และอุปกรณ์ทุกตัวในท้องตลาด สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แต่นั่นก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะทำใหคุ้ณไมส่ นใจจะอัพเกรด ในเมื่อเทคโนโลยีใหม่นี้ มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นกับอุปกรณ์เดิมที่เราใช้งานกันอยู่ด้วย

1

Qualcomm VIVE 11ac ครบเครื่องทุก การใช้งาน ชื่อของ Qualcomm ในกลุ่ม เทคโนโลยีเน็ตเวิร์คอาจจะไม่ค่อยคุ้น สำหรับผู้ใช้ทั่วไปมากนัก เพราะมันคือ ชื่อบริษัท ส่วนสินค้าที่เชื่อว่าหลายต่อหลายคนน่าจะคุ้นหูกันมากกว่าคือ Atheros ซึ่งมีสินค้าทั้งใน กลุ่ม LAN และ Wireless LAN โดยถูกนำไปใช้งานกันอย่างแพร่หลายในคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปและ โน้ตบุ๊กหลายรุ่นในท้องตลาด ไม่แน่ว่าอุปกรณ์ที่คุณใช้งานอยู่ก็อาจจะใช้งานการ์ดแลนของ Atheros อยู่เช่นเดียวกัน… VIVE 11ac เป็นเราเตอร์จากทาง Qualcomm Atheros ที่ออกแบบมาให้ทำงานบนมาตรฐาน 11ac และมาพร้อมกับฟังก์ชันในการใช้งานที่เรียกว่าจัดเต็ม ซึ่งด้วยตัวมาตรฐาน 802.11ac นั้นก็ถือว่า มีประสิทธิภาพที่สูงมากอยู่แล้ว แต่ Qualcomm ได้เลือกออกแบบและหยิบทุกฟังก์ชันการใช้งาน มาออกแบบให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดภายใต้เทคโนโลยีที่เรียกว่า Qualcomm MU EFX ที่พัฒนาขึ้น มาโดยเฉพาะ สิ่งที่ VIVE 11ac น่าสนใจ คือ การได้ใส่เทคโนโลยีทางด้านการเชื่อมต่อไร้สายมาให้อย่าง ครบถ้วน จึงทำให้มันรองรับการใช้งานตั้งแต่การเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ ภายในบ้านเข้าด้วยกันเพื่อ รองรับงานทั่วไปจนไปถึงงานมัลติมีเดีย เช่น การเล่นเกมออนไลน์ หรือการสตรีมวิดีโอความละเอียด 4K บนระบบ Wireless LAN ได้อย่างราบรื่น อีกทั้งยังมีพลังเหลือเฟือที่จะนำไปใช้งานในระบบ Wireless สำหรับองค์กรด้วย

2

ระบบเสาและเทคโนโลยี MIMO แบบใหม่ ระบบเสา 4 ต้น พร้อมกับเทคโนโลยี MIMO ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะ เรียกว่า Butterfly MIMO ช่วยให้ VIVE 11ac สามารถปรับเปลี่ยน และ บริหารจัดการเสาทั้ง 4 ต้น เพื่อให้เชื่อมต่อกับ อุปกรณ์ภายในบ้านหรือในพื้นที่ใช้งานได้อย่าง เหมาะสมที่สุด อย่าง เช่น การใช้เสาทั้ง 4 ต้น บนคลื่นความถี่ต่ำ ซึ่งช่วยให้ได้แบนด์วิดท์ที่มากเพียงพอสำหรับการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ที่อยู่ค่อนข้างห่างออกไป ในขณะที่สามารถปรับเปลี่ยนมาใช้ 2 เสาที่คลื่นความถี่สูงที่มีแบนด์วิดท์มากกว่าในอุปกรณ์ที่อยู่ใกล้

เทคนิคของ Butterfly MIMO ที่ Qualcomm พัฒนาขึ้นมานี้ก็เป็นลักษณะเดียวกับ Beam Forming ที่อยู่ในเราเตอร์รุ่นท็อปของเกือบทุก แบรนด์ แต่จะมีความแตกต่างกันที่ความฉลาด ในการบริหารจัดการที่แตกตา่งออกไป ดังนั้นคง ต้องรอพิสูจน์ความสามารถและประสิทธิภาพ ที่แท้จริงของมันในหลายๆ สถานการณ์

อีกเทคโนโลยีที่ขาดไม่ได้สำหรับ VIVE 11ac ก็คือ “MU-MIMO” ที่เป็นส่วนหนึ่งใน มาตรฐาน 802.11ac เวอร์ชั่นปรับปรุง ซึ่งเราเตอร์รุ่นใหม่ๆ ก็มักจะนำมาใส่และหยิบยก มาเป็นจุดขาย โดยหัวใจสำคัญของความสามารถนี้ จะอยู่ที่ชิปควบคุมที่ต้องมีประสิทธิภาพที่สูง เพียงพอต่อการควบคุมการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ หลายๆ ตัวพร้อมกัน

Qualcomm พัฒนาชิปในตระกูล MU EFX ขึ้นมาเพื่อใช้เป็นตัวควบคุมการทำงานของ อุปกรณ์เน็ตเวิร์คที่รองรับ MU-MIMO ซึ่งช่วยให้ อุปกรณ์อย่างเราเตอร์ สามารถบริหารจัดการเสา หลายๆ ชุดอย่าง เช่น Butterfly MIMO ที่กล่าว ไปข้างต้น ให้สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ หลายๆ ตัวได้พร้อมกันเพื่อให้เกิดการใช้งานเสา สัญญาณให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

3

คุณสมบัติของ Qualcomm VIVE สำหรับชิป Qualcomm MU EFX นั้นจะมี การแบ่งออกเป็นหลายระดับขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้งาน ซึ่งแต่ละระดับจะถูกแบ่งโดยจำนวนการเชื่อมต่อที่สามารถทำได้ในเวลาเดียวกัน

 

4

WCH3680 (1 Stream) เป็นชิปรุ่นเล็กสุดที่ออกแบบมาสำหรับอุปกรณ์ในกลุ่มสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตที่ต้องการความสามารถ MU-MIMO ไว้ใช้งาน โดยสามารถเชื่อมต่อและส่งข้อมูลกับอุปกรณ์อื่นได้เพียงแค่ 1 ตัวในเวลาเดียวกัน และให้ความเร็วสูงสุดที่ 433 Mbps ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับ Wireless LAN

 

5

QCA6174, QCA9378 และ QCA6574 (2 Streams) ชิปรุ่นกลางที่เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์และส่งข้อมูลได้ 2 อุปกรณ์ในเวลาเดียวกัน (ต้องมีเสาสัญญาณ 2 ชุดเป็นอย่างน้อย) โดยมีความเร็วสูงสุดที่ 867Mbps ซึ่งออกแบบมาสำหรับสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตรุ่นแพงขึ้นมาหน่อย รวมถึงโน้ตบุ๊กด้วย นอกจากนี้กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและรถยนต์ที่จะรองรับ Wi-Fi ในอนาคตก็สามารถใช้ชิปในกลุ่มนี้ได้เช่นเดียวกัน

 

6

QCA9982 และ QCA9992 (3 Streams) ชิปควบคุมที่เริ่มจับกลุ่มกับอุปกรณ์จำนวนเราเตอร์ หรือ Access Point ซึ่งเป็นอุปกรณ์เน็ตเวิร์คโดยเฉพาะ และมีการติดตั้งเสาสัญญาณจำนวนมากขึ้นเป็น 3 ชุดให้ความเร็วสูงสุดเพิ่มขึ้นไปอีกเป็น 1.3Gbps ซึ่งเร็วกว่า Gigabit LAN ไปเรียบร้อยแล้ว อุปกรณ์ที่จะใช้ชิปในกลุ่มนี้นอกจากเราเตอร์หรืออุปกรณ์เน็ตเวิร์คแล้วก็ยังมีโน้ตบุ๊กในระดับ High-End และเครื่องใช้ไฟฟ้าในบางรูปแบบด้วย

 

7

QCA9980 และ QCA9984 (4 Streams) จะเป็นชิปรุ่น Hi-End ที่ออกแบบเพื่อใช้งานควบคุมระบบขนาดใหญ่ เช่น การติดตั้งในบ้านแบบ Smart Home หรือการติดตั้งในอาคาร รวมถึงพวก Hotspot Network ต่างๆ ด้วย โดยมีความสามารถเชื่อมต่อและรับส่งอุปกรณ์พร้อมกันได้ 4 ตัว และยังทำงานร่วมกับ Internet Processor หรือ IPQ ได้ด้วย ให้ความเร็วสูงสุดในการรับส่งข้อมูล 1.7Gbps

ทุกรุ่นจะต่างกันที่ประสิทธิภาพในการประมวลผลและจำนวน Stream หรือการรับส่งข้อมูลที่ทำได้ และยังรองรับการเป็นชิปควบคุม Bluetooth ได้ในตัวด้วย

เราจะได้เห็นอุปกรณ์ Qualcomm VIVE 11ac และชิปควบคุมในตระกูล Qualcomm MU EFX กันในท้องตลาดเร็วๆ นี้และนั่นจะช่วยยกระดับการใช้งาน Wi-Fi ในที่ต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างแน่นอน

8

มือถือไม่น้อยหน้า ด้วย Snapdragon 810/808

แม้ว่าชิปในตระกูล Qualcomm MU EFX จะรองรับ MU-MIMO ได้อย่างเต็มที่แล้ว แต่ด้วยฟังก์ชันการทำงานก็ยังคงเป็นเน็ตเวิร์คอแดปเตอร์ คือทำงานแยกกับตัวซีพียูของสมาร์ทโฟนกันคนละส่วน ส่งผลให้การใช้พลังงานสูงขึ้น ด้วยเหตุนี้ Qual­comm ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปประมวลผลในกลุ่มโมบายเองจึงได้พัฒนาให้ชิป Snapdragon อันโด่งดังของตัวเอง ให้รองรับ MU-MIMO ไปด้วยเลยในตัว

ด้วยเทคนิคง่ายๆ คือการรวมเอาส่วนของเน็ตเวิร์คอะแดปเตอร์หรือการ์ด Wi-Fi เข้ามาอยู่ในชิปเดียวกับซีพียูกลายเป็น System on Chip ที่มีความสมบูรณ์มากขึ้น ช่วยช่วยลดการใช้พลังงานให้น้อยลงเมื่อเทียบกับระบบที่ใช้ชิป 2 ตัว และยังให้ประสิทธิภาพในการทำงานที่ดีเหมือนเดิม

9

สำหรับชิป Snapdragon 810 และ 808 นั้นถือว่าเป็นชิปรุ่นใหม่สำหรับที่จะถูกนำไปใช้ในสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตรุ่น Hi-End ทั้งหลาย ซึ่งนอกจากประสิทธิภาพในการประมวลที่ดีเยี่ยมเหมือนที่เคยสร้างผลงานมาในรุ่นก่อนๆ แล้ว ยังรวมเอาชิปควบคุม Wi-Fi มาไว้ในตัว และเป็น Wi-Fi ที่อยู่บนมาตรฐาน 802.11ac และรองรับ MU-MIMO อีกด้วย ซึ่งแปลว่าอุปกรณ์ทุกตัวที่ใช้ชิป 2 รุ่นนี้ จะมาพร้อมกับความสามารถของ Wi-Fi รุ่นล่าสุด และ MU-MIMO เพื่อให้รองรับการทำงานร่วมกับเราเตอร์รุ่นใหม่ๆ ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในทันที

การที่ Qualcomm เปิดสินค้าในตระกูล Wireless AC ที่รองรับ MU-MIMO มาครบทุกตลาดแบบนี้ก็เป็นเครื่องยืนยันถึงแนวโน้ตที่มาตรฐานใหม่นี้จะก้าวเข้ามามีบทบาทในการใช้งานชีวิตประจำวันมากขึ้น และยังเป็นการเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีในตลาดที่รวดเร็วมากขึ้น เพราะไม่จำเป็นว่าจะต้องรอใครเหมือนปัญหาไก่กับไข่อีกต่อไปแล้วว่าผู้ให้บริการหรือผู้ใช้จะขยับไปใช้เทคโลยีใหม่ก่อน … แต่เป็นการก้าวไปพร้อมๆ กันทั้งสองฝ่ายแทน

10

 

« « Intel “Skylake” ที่สุดของซีพียูแห่งยุค

เลือกใช้ Wireless Router ราคาย่อมเยาเพื่อการใช้งาน ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น » »

คำที่เกี่ยวข้อง : , , , , , ,


Short URL: http://www.buycoms.com/story/?p=216

Comments are closed.