BuyCOMs.com

Subscribe to Story Subscribe to Story Find Us one Story







Story : บทความที่น่าสนใจ

อินเทอร์เฟสเปลี่ยนโลก นวัตกรรมแห่งอนาคตที่กระชับฉับไว USB Type-C

May 16th, 2016 | in Story |


หากจะกล่าวถึงนวัตกรรมของเทคโนโลยี USB ต้องบอกว่ามีประวัติที่ค่อนข้างยาวนาน อยู่คู่กับผู้ใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์มาตั้งแต่ยุคแรกๆ และมีการพัฒนาขีดความสามารถในการเชื่อมต่อให้ดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ สามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ต่างๆ ได้หลากหลายมากขึ้น ไม่ใช่แค่เครื่องคอมพิวเตอร์พีซี, โน้ตบุ๊กเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสมาร์ทโฟน แท็บเล็ตพีซี และล่าสุดก็ได้มีการพัฒนามาจนถึง USB Type-C ซึ่งเป็นพอร์ตการเชื่อมต่อแบบใหม่ที่ให้ความคล่องตัวมากกว่าเดิม”

การพัฒนามาตรฐาน USB (Universal Serial Bus)

USB (Universal Serial Bus) เป็นข้อกำหนดมาตรฐานของบัสการสื่อสารแบบอนุกรม เพื่อใช้ในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่อพ่วง เช่น เครื่องพิมพ์, เมาส์ และคีย์บอร์ด การออกแบบพอร์ต USB ถูกกำหนดมาตรฐานโดย USB Implementers Forum (USBIF) ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของผู้นำอุตสาหกรรมด้านคอมพิวเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ เช่น แอปเปิ้ล, เอชพี, เอ็นอีซี, ไมโครซอฟท์, อินเทล, และ Agere โดยคุณสมบัติหลักของพอร์ต USB นั้นจะสามารถต่ออุปกรณ์ได้สูงสุด 127 ตัวในเครื่องเดียว สนับสนุนการทำงานแบบ Hot Swap สามารถจ่ายไฟให้แก่อุปกรณ์ต่อพ่วงกับพอร์ต USB ได้ มีโหมดการทำงานแบบ Suspend เพื่อช่วยในการประหยัดพลังงาน สามารถกำหนดค่าตำแหน่งแอดเดรสของอุปกรณ์ต่างๆ โดยอัตโนมัติ

 

มาตรฐาน USB 1.0 / 1.1

มาตรฐาน USB 1.0/1.1ถูกประกาศใช้อย่างเป็นทางการในปี 1996 โดยมีอัตราการส่งข้อมูลอยู่ที่ 1.5 Mbit/s (Low Bandwidth) และ 12 Mbit/s (Full Bandwidth) ส่วนเวอร์ชัน 1.1 จะถูกประกาศในเดือนสิงหาคม ปี 1998 เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเวอร์ชัน 1.0 โดยการส่งข้อมูลภายในบัส USB 1.0/1.1 เป็นการส่งข้อมูลที่อุปกรณ์ทุกๆ ตัว จะต้องส่งสัญญาณรวมกันไปในสายสัญญาณเพียงคู่เดียว ดังนั้นอุปกรณ์ทุกๆ ตัวที่เชื่อมต่อกับบัสจะต้องส่งข้อมูลเรียงลำดับกันไปเพื่อไม่ให้เกิดการชนกันของข้อมูลโดยการควบคุมจากโฮสต์ (host) ซึ่งก็คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็นจุดรวมของอุปกรณ์ทุกตัวที่เชื่อมต่ออยู่

 

มาตรฐาน USB 2.0

มาตรฐาน USB 2.0 ถูกประกาศใช้อย่างเป็นทางการเมื่อเดือน เมษายน ปี 2000 สนับสนุนการเชื่อมต่อพอร์ต USB ได้ 6 พอร์ต มีความเร็วในการเชื่อมต่อที่ความเร็วสูงกว่า USB 1.1 มากถึง 40 เท่า โดย USB 2.0 จะให้ความเร็ว 480Mbits สำหรับ USB 2.0 Hi-Speed รองรับการโอนถ่ายข้อมูลวิดีโอได้ 30 เฟรม/วินาที ทำให้เห็นภาพที่ต่อเนื่องสมจริง นับเป็นมาตรฐานที่มีการใช้งานกันมาอย่างยาวนาน

 

มาตรฐาน USB 3.0

มาตรฐาน USB 3.0 ถูกประกาศใช้อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2008 เป็นมาตรฐานใหม่ของเทคโนโลยี USB ที่มีการพัฒนาอัตราการรับและส่งข้อมูลให้มีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 5Gbit/sec มีสายไฟเพิ่มขึ้นจาก USB 2.0 เป็นเท่าตัว คือจาก 4 เส้นเพิ่มเป็น 8 เส้น สามารถส่งและรับข้อมูลได้สองทางพร้อมกัน ทำให้การทำงานมีความรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เพราะสามารถลดระยะเวลาระหว่างโอนถ่ายข้อมูลที่ดีกว่า USB 2.0 แบบชัดเจน หากใช้งานควบคู่กับอุปกรณ์ที่รองรับ USB 3.0 ด้วยกันจะสามารถโอนถ่ายข้อมูลไฟล์วีดีโอขนาดใหญ่ได้เพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น อย่างไรก็ดีเนื่องจากยังไม่มีความแพร่หลายของอุปกรณ์ที่รองรับการใช้งานร่วมกับ USB 3.0 จึงทำให้ USB 3.0 ยังไม่ได้เป็นที่นิยมนัก จนมาถึงในปัจจุบันที่มาตรฐานของ USB Type-A เวอร์ชัน 3.0 ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น เพราะผู้ผลิตอุปกรณ์ได้ออกแบบให้อุปกรณ์รุ่นใหม่ๆ รองรับอินเทอร์เฟสนี้กันหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็น แฟลชไดร์ฟ, ฮาร์ดดิสก์แบบต่อภายนอก, ออฟติคอลไดร์ฟ ฯลฯ โดยข้อแตกต่างสำคัญของอุปกรณ์ที่รองรับพอร์ต USB 3.0 ก็คือ ด้านในพอร์ตจะเป็นสีฟ้าแทนการใช้สีขาวเพื่อให้เกิดความแตกต่างระหว่าง USB 2.0 กับ USB 3.0

 

มาตรฐาน USB 3.0 จะมีลักษณะทางกายภาพที่คล้ายๆ กันกับ USB 2.0 ที่ใช้งานกันทั่วไป คือ เป็นหัวสี่เหลี่ยมแบนๆ แต่จะสร้างความแตกต่างด้วยสีภายในพอร์ตที่เป็นสีฟ้าแทนสีขาว

 

2

มาตรฐาน USB 3.0 จะมีหลายรูปแบบเพื่อให้เหมาะกับการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์แต่ละตัว

 

แสดงตัวอย่างความแตกต่างของ USB 2.0 และ USB 3.0 แต่ละประเภท

แสดงตัวอย่างความแตกต่างของ USB 2.0 และ USB 3.0 แต่ละประเภท

 

4

 

ใหม่ล่าสุดกับมาตรฐาน USB Type-C

เดิมทีอินเทอร์เฟสแบบ USB นั้นได้มีการพัฒนาและมีการปรับตัวให้เข้ากับแพลตฟอร์มของคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ๆ และรองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ที่มีแนวโน้มเล็กลงเรื่อยๆ จนมาถึงจุดที่ USB แบบดั้งเดิมมีขนาดใหญ่จนเกินข้อจำกัดของพอร์ตมาตรฐานที่จะสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ ได้ผู้ผลิตจึงมีการคิดค้นพัฒนาอินเทอร์เฟสในมาตรฐาน USB Type-B เข้ามาเพื่อให้รองรับแพลตฟอร์มที่มีความทนทาน และเล็กลงสำหรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์รุ่นใหม่ๆ ในปัจจุบันได้ แต่นั่นก็ยังไม่ได้ตอบโจทย์การเชื่อมต่ออินเทอร์เฟสดังกล่าวนี้อย่างครบถ้วนนักเนื่องจากความเทอะทะที่ยังปรากฏอยู่ ทั้งลักษณะของพอร์ตและรูปแบบการเชื่อมต่อที่ไม่ตอบโจทย์ดังนั้นนักออกแบบจึงได้พัฒนาอินเทอร์เฟสใหม่ที่สามารถตอบสนองการใช้งานในสภาพแวดล้อมปัจจุบันได้มากยิ่งขึ้น จนก้าวมาถึงวันนี้ที่เรียกว่าเป็นการพัฒนาด้านการเชื่อมต่อครั้งสำคัญหลังจากที่หลายคนได้เห็นในการเปิดตัว New MacBook และ Chrome Book Pixel ที่มาพร้อมพอร์ตต่อพ่วงแบบใหม่ที่เรียกว่า “USB Type-C” ไปแล้ว

สำหรับอินเทอร์เฟส USB Type-C ในเบื้องต้นนั้นถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับรูปแบบการเชื่อมต่อที่มีข้อจำกัดในด้านการกายภาพ และการใช้พลังงาน ซึ่งเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาในด้านนี้ จึงทำให้ Apple ได้นำเอา USB Type-C และ USB 3.1 มาเป็นตัวชาร์จไฟแทนที่ Power Connector บนเครื่อง New MacBook พร้อมๆ กับการถ่ายโอนข้อมูลได้ในตัวแทนอินเทอร์เฟสแบบดั่งเดิม เช่นเดียวกับทาง Google ที่ได้นำเอา USB Type-C และ USB 3.0 มาในตัว Chrome Book เพื่อเป็นช่องทางในการใช้พลังงาน และการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นๆ ได้อย่างสะดวกอีกด้วย

หน้าตาของพอร์ต USB Type-C จะมีขนาดเล็กกะทัดรัด

 

หน้าตาของ New MacBook ที่ใช้ USB Type-C

หน้าตาของ New MacBook ที่ใช้ USB Type-C

 

7

หน้าตาของ Chrome Book Pixel ที่ใช้ USB Type-C

 

USB Type-C ต่างจากมาตรฐานเดิมอย่างไร

8s

 

จุดเริ่มต้นของมาตรฐาน USB Type-C ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยหน่วยงาน USB 3.0 Promoter Group โดยทางกลุ่ม USB Implementers Forum (USBIF) ได้มีการประกาศมาตรฐาน USB3.1 และปรับปรุงมาตรฐานสำคัญ คือรูปแบบพอร์ตเชื่อมต่อ USB Type-C ด้วยการเปลี่ยนรูปแบบโครงสร้างที่ต่างไปจากเดิม แต่มีลักษณะที่คล้ายกับ Micro B ด้วยมิติที่มีความกว้างประมาณ 8.3 มม. รวมถึงความหนาที่ใกล้เคียงกับ USB Type-A เดิมคืออยู่ที่ 2.5มม. แต่ให้ความทนทานด้วยการรองรับการต่อพ่วงมากถึง 10,000 ครั้ง รวมถึงการป้องกันสัญญาณ รบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Interference : EMI) และสัญญาณความถี่คลื่นวิทยุ (Radio Frequency Interference : RFI) พร้อมมีจุดเด่น คือ สามารถพลิกด้านเพื่อเสียบต่อเข้ากับพอร์ตได้ทั้ง 2 ด้าน โดยไม่ต้องกังวลว่าขั้วต่อจะเป็นแบบด้านบนหรือล่างคล้ายกับพอร์ต USB Type-A เดิม ทำให้ผู้ใช้งานสามารถต่ออุปกรณ์ USB Type-C เข้ากับพอร์ตในมุมใดก็ได้ ทำให้สะดวกต่อการทำงานคล้ายๆ กับพอร์ต Lightning นั่นเอง

หัวต่อสามารถพลิกด้านเสียบได้ทุกมุม ทำให้สะดวกต่อการใช้งาน

หัวต่อสามารถพลิกด้านเสียบได้ทุกมุม ทำให้สะดวกต่อการใช้งาน

 

มีการออกแบบที่แข็งแรงทนทาน

มีการออกแบบที่แข็งแรงทนทาน

 

คุณสมบัติใหม่ใน USB Type-C

นอกเหนือจาก USB Type-C จะมีการออกแบบพอร์ตใหม่ให้มีรูปแบบการเชื่อมต่อที่ง่ายแล้ว ยังมีการออกแบบความสามารถในการจ่ายไฟ 5V ได้ที่กระแส 3A – 5A ซึ่งเหนือกว่า USB มาตรฐานเดิมที่สามารถจ่ายไฟได้ประมาณ 1.5A-2A เท่านั้น ทำให้การจ่ายไฟทำได้เร็วมีเสถียรภาพสูง สามารถชาร์จไฟให้กับอุปกรณ์พกพา เช่น สมาร์ทโฟน หรือแท็ปเล็ตได้ดีขึ้น ส่วนความเร็วก็ได้รับการพัฒนาให้มีความเร็วถึง 10Gbps เมื่อเปรียบเทียบกับมาตรฐาน USB 3.0 แบบดั้งเดิมที่ให้ความเร็วได้สูงสุดเพียงแค่ 5Gbps ที่สำคัญ USB Type-C ยังสามารถรับส่งกระแสไฟฟ้าได้มากถึง 100W จึงสามารถจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้สามารถชาร์จไฟให้โน้ตบุ๊กผ่านทางพอร์ต USB Type-C ทำได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านอุปกรณ์เชื่อมต่ออื่นๆ ซึ่งรวมไปถึงการถ่ายโอนไฟล์ไปพร้อมๆ กัน

11

 

รองรับการจ่ายไฟได้สูงถึง 100W

อีกประการที่ถือว่าเป็นจุดเด่นของ USB Type-C ก็คือ การเป็นมาตรฐานกลางที่ไม่ต้องไปเสียค่าลิขสิทธิ์ ดังนั้นผู้ผลิตอุปกรณ์จึงมีทางเลือกที่อิสระกว่า ในการออกแบบอุปกรณ์ใหม่ๆ ที่ใช้พอร์ต USB Type-C เพราะใช้มาตรฐานเดียวกันเป็นสากลทั้งโลก รวมไปถึงการรองรับการใช้งานร่วมกับ USB 2.0 ที่เป็นมาตรฐานเดิมด้วยการเชื่อมต่อผ่านหัวแปลงได้อีกด้วย

ที่สำคัญการที่มีแบนด์วิดท์สูงขึ้นก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดีและยังเป็นจุดขายสำคัญแต่ในเรื่องของการเชื่อมต่อแบบกลับหัวสลับไปมาได้ และเรื่องของความพร้อมในการจ่ายพลังงานเป็นแนวโน้มที่อาจสร้างความแตกต่างได้ในการใช้งานจริงโดยที่ MacBook น่าจะเป็นด่านแรกในการเปิดประตูไปสู่การใช้งาน USB Type-C อย่างแท้จริงรวมถึงผู้ผลิตอย่าง LaCie ก็ได้ ออกแบบ Mobile Drive Porche ใหม่เพื่อให้เชื่อมต่อได้กับ USB Type-C รวมถึงให้รองรับกับ USB 3.0 ได้อีกด้วยแต่จะแสดงผลบนหน้าอุปกรณ์เป็น USB3.1 เมื่อใช้งาน

นอกจากนั้นพอร์ต USB Type-C นี้ ยังรองรับการส่งสัญญาณภาพ และเสียง แบบความคมชัดสูงระดับ 4K-5K ได้ไปพร้อมกันขณะใช้งานอีกด้วย

12s

รองรับการเชื่อมต่อเพื่อส่งสัญญาณเสียงและภาพความละเอียด 4K ได้

 

 

อุปกรณ์ที่พร้อมรองรับเทคโนโลยี USB Type-C

13s

 

หากกล่าวถึงอุปกรณ์ที่พร้อมรองรับการใช้งานในเวลานี้ ต้องบอกว่าเกือบสมบูรณ์เต็มที่เพราะเริ่มมีอุปกรณ์ออกมาจำหน่ายให้เห็นบ้างแล้วในท้องตลาดไม่ว่าจะเป็น Google Chrome Book หรือ New MacBook ที่เปิดตัวไปเมื่อช่วงต้นปี ซึ่งทั้งสองจะมาพร้อมกับพอร์ต USB Type-C ด้วยกันทั้งคู่ ตอบโจทย์เทคโนโลยีได้อย่างโดดเด่น อย่างไรก็ดีแม้ว่า USB Type-C จะมีความสามารถในการทำงานที่ดีขึ้น แต่ในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนแปลงผู้ใช้งานทั่วไป อาจจะต้องใช้เวลาในการปรับตัว เพราะในช่วงแรกๆ ผู้ผลิตอาจจะออกแบบอุปกรณ์ต่างๆ มาให้ใช้งาน 2 มาตรฐาน เพื่อให้เกิดความสะดวกต่อการใช้งาน จนเมื่อพอร์ต USB Type-C เป็นที่นิยมขึ้นมากแล้ว ถึงจะมีการออกแบบอุปกรณ์ต่างๆ ให้รองรับพอร์ต USB Type-C เพียงอย่างเดียว ซึ่งก็คงจะไม่นานนักเพราะผู้ผลิตหลายๆ รายได้เริ่มออกแบบสินค้ามาเพื่อรองรับเทคโนโลยีนี้กันแล้วนั่นเอง

 

USB Power Delivery อีกมาตรฐานการจ่ายไฟที่แรงได้ใจ

นอกเหนือจาก USB Type-C ที่ถูกออกแบบมาให้เป็นมาตรฐานในอนาคตแล้ว ยังมีอีกมาตรฐานหนึ่งที่ถูกปล่อยออกมาควบคู่กันก็คือ USB Power Delivery โดยถูกประกาศมาในช่วงปลายปีที่แล้ว ซึ่งแนวทางการใช้พอร์ต USB เพื่อจ่ายไฟให้กับโทรศัพท์มือถือนั้นเริ่มมาจากจีน และเกาหลีใต้ ตั้งแต่ปี 2006 จนกระทั่งมาตรฐาน USB Battery Charging ออกมาเมื่อปี 2007 ทำให้พอร์ต USB จ่ายพลังงานที่สูงกว่าเดิมได้ในที่สุดสหภาพยุโรปก็ขานรับว่าให้ใช้ micro-USB แทนสายชาร์จทั้งหมด ในปี 2010 จนมาวันนี้ มาตรฐาน USB กำลังก้าวหน้าในด้านพลังงานไปอีกขั้น เมื่อทางกลุ่ม USB-IF ได้พัฒนามาตรฐาน USB Power Delivery ขึ้นมา โดยมาตรฐานใหม่นี้จะมีคุณสมบัติในการรองรับพลังงานสูงสุด 100W ใช้งานได้ทั้งการซิงค์ข้อมูล และชาร์จพลังงานได้ในเส้นเดียว โดยสายจะต้องมีความยาวไม่เกิน 1 เมตรถึงจะสามารถใช้งานคุณสมบัตินี้ได้ ซึ่งด้วยแนวทางการออกแบบนี้ เราจะได้เห็นการใช้งานแบบใหม่ๆ มากมาย โน้ตบุ๊กจำนวนมากจะใช้มาตรฐาน USB Power Delivery แทนสายชาร์จที่ตอนนี้ใช้ข้ามยี่ห้อกันไม่ได้ เมื่อมาตรฐานได้รับความนิยมเราอาจจะเริ่มเห็นร้านกาแฟให้บริการพอร์ต USB แทนปลั๊กไฟ หรือจอภาพในอนาคตอาจจะทำงานได้ด้วยการเสียบสาย USB เส้นเดียวจ่ายทั้งพลังงาน และส่งภาพไปพร้อมๆ กัน เบื้องต้น มาตรฐานแรงดันไฟฟ้าและกำลังไฟเข้า จะถูกแบ่งเป็นมาตรฐาน 5 รูปแบบ คือ

  • สายชาร์จ 5V กระแส 2A
  • สายชาร์จ 5V กระแส 2A, และ 12V กระแส 1.5A
  • สายชาร์จ 5V กระแส 2A, และ 12V กระแส 3A
  • สายชาร์จ 5V กระแส 2A, 12V กระแส 3A, และ 20V กระแส 3A
  • สายชาร์จ 5V กระแส 2A, 12V กระแส 3A, และ 20V กระแส 5A
14

จ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ได้หลากหลายรูปแบบสูงสุด 100W

 

อุปกรณ์ที่รองรับการใช้งาน USB Type-C ในปัจจุบัน

สำหรับอุปกรณ์ที่รองรับ USB Type-C ในปัจจุบันนอกเหนือจาก New Macbook ของ Apple แล้ว ตอนนี้จะเป็นอุปกรณ์ในกลุ่มสมาร์ทโฟนเป็นส่วนใหญ่ สำหรับรุ่นที่พอหาข้อมูลได้ตอนนี้ก็คือ Microsoft Lumia 950, 950 XL, Huawei Nexus 6P, Nexus 5X One Plus 2, LeTV One, One Pro, LeTV Max, Xiaomi Mi 4c, Mi5, ZTE V9, Meizu MX4 Pro ZUK Z1 เป็นต้น

 

15

ตัวอย่าง LeTV One ที่ใช้ USB Type-C

 

16

ตัวอย่าง Huawei Nexus 6P ที่ใช้ USB Type-C

 

สาย USB-C Cables อุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้

นอกเหนือจากอุปกรณ์ที่ต้องรองรับ USB Type-C สิ่งหนึ่งที่ขาดไปไม่ได้ก็คือ ชุดสาย USB-C Cables ซึ่งแน่นอนว่าเป็นสิ่งที่ต้องใช้งานควบคู่กันทุกครั้งที่มีการเชื่อมต่อ โดยในปัจจุบันเท่าที่มีโอกาสได้ลองค้นหาข้อมูล พบว่ามีอยู่เพียงรายเดียวในตลาดที่ได้เริ่มเตรียมตัวจำหน่ายผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่นี้แล้ว ไม่ใช่ใครที่ไหน Belkin นั่นเอง

สำหรับชื่อของ Belkin น่าจะเป็นที่คุ้นหูกันอยู่แล้วเพราะเป็นผู้สร้างผู้ออกแบบสินค้า Accessories ที่มีคุณภาพสูง ผลิตภัณฑ์หลักๆ ของ Belkin จะเน้นไปที่กลุ่มหัวชาร์จ สายชาร์จ ปลั๊กไฟที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้ทุกกลุ่ม โดยสินค้าใหม่ที่ถูกดีไซน์มาสำหรับใช้งานควบคู่กับการเปิดตัวเทคโนโลยี USB Type-C จะประกอบไปด้วยชุดสาย USB-A to USB-C Cable, USB-C to USB-C Cable, USB-C to Micro-B Cable, 2.0 USB A to USB-C Charge Cable, 2.0 USB-C to Micro USB Charge Cable, 2.0 USB-C to Mini-B Charge Cable, 2.0 USB-C to Mini-B Charge Cable, 2.0 USB-C to USB-B Printer Cable, 3.0 USB-C to USB-A Adapter

 

17

ตัวอย่างแคตาล็อคสินค้า Belkin ในกลุ่ม USB Type-C ที่เตรียมวางตลาดเร็วๆ นี้

 

ปกป้องมั่นใจถึง 3 ชั้น เพื่อเพิ่มเสถียรภาพและความทนทาน

18

 

สายของ Belkin มีการออกแบบให้ปกป้องมั่นใจได้ถึง 3 ชั้นด้วยซีลพิเศษ เพื่อเพิ่มเสถียรภาพ และความทนทานในส่วนของสาย Micro-Co-Axial 10Gbps SupserSpeed + Conducotors พร้อมสายเคเบิ้ลที่มีการถักทอให้มีความหนา และป้องกันอีกชั้นด้วยโลหะที่แข็งแกร่งทนทานใช้งานได้ยาวนาน

 

 

สินค้าเด่นจาก Belkin ที่ออกแบบมาสำหรับอุปกรณ์ USB Type-C

19

 

  • Belkin F2CU029bt1M-BLK (3.1 USB-A to USB-C Cable) ถูกออกแบบมาสำหรับใช้แปลงพอร์ต USB A บนเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟน และฮาร์ดดิสก์

 

20

 

  • Belkin F2CU030bt1M-BLK (3.1 USB-C to USB-C Cable) ถูกออกแบบมาสำหรับใช้เชื่อมต่อพอร์ต USB C บนเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟน และฮาร์ดดิสก์

 

21

  • Belkin F2CU031bt1M-BLK (3.1 USB-C to Micro-B Cable) ถูกออกแบบมาสำหรับใช้เชื่อมต่อพอร์ต Micro-B

 

22

  • Belkin F2CU032bt06-BLK (2.0 USB-A to USB-C Charge Cable) ถูกออกแบบมาสำหรับใช้งาน 2.0 USB A กับพอร์ต USB-C

 

23

  • Belkin F2CU033bt06-BLK (2.0 USB-C to Micro USB Charge Cable) ถูกออกแบบมาสำหรับใช้งาน 2.0 USB-C กับพอร์ต Micro USB

 

24

  • Belkin F2CU034bt06-BLK (2.0 USB-C to Mini-B Charge Cable) ถูกออกแบบมาสำหรับใช้งาน 2.0 USB –C กับพอร์ต Mini-B

 

25

  • Belkin F2CU035bt06-BLK (2.0 USB-C to USB-B Printer Cable) ถูกออกแบบมาสำหรับใช้งาน 2.0 USB C กับพอร์ต USB-B

 

26

  • Belkin F2CU036btBLK (3.0 USB-C to USB-A Adapter) ถูกออกแบบมาสำหรับใช้งาน2.0 USB A กับพอร์ต USB-C

 

สรุปเทคโนโลยี USB Type-C

เป็นอย่างไรกันบ้างครับสำหรับคุณสมบัติใหม่ๆ ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี USB Type-C เรียกว่ามีการออกแบบมาให้เหมาะกับการทำงานในยุคนี้มากๆ ใครที่อ่านภาพรวมแล้วยังไม่เข้าใจ ผมขอสรุปเป็นข้อๆ อีกสักครั้งนะครับว่าเทคโนโลยีนี้มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง

  • การเสียบสายเข้ากับพอร์ตจะมีความสะดวกยิ่งขึ้น สามารถเสียบข้างไหนก็ได้ไม่ต้องกังวลว่าเสียบผิดด้านเหมือนกับ USB ที่ผ่านมา
  • ส่งข้อมูลได้เร็วถึง 10Gbps เร็วกว่า USB 3.0 ถึง 2 เท่าที่ 5Gbps เร็วกว่า USB 3.0 (5Gbps) ถึง 2 เท่า
  • รองรับการส่งสัญญาณภาพและเสียงได้รองรับความละเอียด 4K
  • สามารถจ่ายกำลังไฟได้สูงสุดที่ 100Watt สามารถชาร์จไฟให้กับอุปกรณ์ต่างๆ ได้พร้อมกันหลายตัว
  • สามารถใช้งานร่วมกับมาตรฐาน USB เดิมได้ แต่ต้องใช้หัวแปลงเพิ่ม
  • มีขนาดเล็ก แต่แข็งแรงด้วยงานออกแบบที่ดีขึ้น
  • จะถูกนำ มาใช้เป็นมาตรฐานกลางของอุปกรณ์ต่างๆ ในอนาคต เช่น สมาร์ทโฟน หรืออุปกรณ์ต่อพ่วงอื่นๆ ไม่มีค่าลิขสิทธิ์ที่แพงทำให้การใช้งานมีความแพร่หลาย

สำหรับบทสรุปของเทคโนโลยี USB-Type C ต้องถือว่าเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่จะเข้ามาพลิกโฉมโลกไอที และผู้ใช้งานสมาร์ทดีไวด์ต่างๆ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าอย่างแน่นนอน แม้ว่าตอนนี้หลายๆ คนอาจจะยังไม่รู้จัก และดูเป็นเรื่องที่ไกลตัว แต่เชื่อว่าไม่นาน เมื่อทุกอย่างได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากผู้ผลิตอุปกรณ์ดีไวด์ต่างๆ เช่น ผู้ผลิตสมาร์ทโฟน, เมนบอร์ด, มอนิเตอร์ หรือแม้กระทั่งฮาร์ดดิสก์ เราจะสามารถพบเห็นเทคโนโลยีนี้ได้ง่ายยิ่งขึ้น เรียกได้ว่าไม่น่าเกินรอ ทุกๆ คนจะต้องได้ใช้เทคโนโลยีนี้กันแน่ๆ แม้ไม่อยากใช้แต่ก็ต้องโดนเทคโนโลยีบังคับให้ใช้งาน ตามวัฎจักรกาเปลี่ยนแปลงของโลกที่เคลื่อนตัวไปข้างหน้าอยู่เสมอ นั่นเอง

 

 

« « HBM (High Bandwidth Memory) หน่วยความจำชนิดใหม่ของการ์ดแสดงผลกราฟิกวันนี้

ได้เวลาอัพเกรด Wi-Fi ไปใช้ Wireless AC (802.11ac) » »

คำที่เกี่ยวข้อง : , , , , , , ,


Short URL: http://www.buycoms.com/story/?p=264

Comments are closed.