Cover Story

เจาะทุกความเป็นไปกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของสื่อ และอุปกรณ์
DVD

 

ความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นกับไดรฟ์ดีวีดีไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานทางด้านความเร็ว รูปแบบของอินเทอร์เฟซ รวมไปถึงเทคโนโลยี ที่จะถูกนำมาประยุกต์ใช้ในอนาคตอันใกล้นี้ เพื่อรองรับการใช้งานในโลกดิจิตอลของคนไอทียุคหน้า

           หากกล่าวถึงไดรฟ์ดีวีดี ณ วันนี้มีให้ท่านได้เลือกใช้งานกันอย่างหลากหลาย ซึ่งความโดดเด่น ณ เวลานี้คือ Double Layer และ อินเทอร์เฟซ Serial ATA แต่จะมีใครรู้บ้างว่าอนาคตของไดรฟ์ดีวีดีจะเป็นไปในทิศทางใดและจะสิ้นสุดเมื่อใด ครั้งนี้เราจะมาเจาะประเด็นนี้กัน

เจาะกันในเรื่องความเร็ว
           จากบันไดก้าวแรกของไดรฟ์บันทึกข้อมูลดีวีดี (DVD Writer) ที่ก้าวเข้ามาด้วยระดับความเร็วในการเขียนแผ่นดีวีดี 1X (1,350 เมกะไบต์ต่อวินาที) ซึ่งเมื่อเทียบกับไดรฟ์บันทึกข้อมูลชนิดซีดี (CD Writer) นั้นสามารถที่จะทำความเร็วได้เหนือกว่าถึง 9 เท่าเลยทีเดียว นอกจากนี้แล้วขนาดความจุของแผ่นดีวีดี ที่รองรับได้นั้นมากกว่าแผ่นซีดีปกติเกือบ 7 เท่าตัว และนี้ก็เป็นสาเหตุที่จะทำให้สื่อและอุปกรณ์ประเภทดีวีดีเฟื่องฟูต่อไปในอนาคต

           สำหรับระดับความเร็วของไดรฟ์ DVD Writer ถูกพัฒนาความเร็วได้อย่างรวดเร็วมากโดยใช้ระยะเวลาเพียงไม่นาน (ประมาณ 1 ปี) หากลองสังเกตด ูอาจจะพอๆ กับการพัฒนาความเร็วของไดรฟ์ CD Writer เมื่อ 4-5 ปีก่อน จวบจนทุกวันนี้ความเร็วทะยานเข้าสู่ระดับ 16X (21600 กิโลไบต์ต่อวินาที) เข้าไป แล้ว ทำให้ระดับความเร็วในการเขียนนั้นตีควบคู่ไปกับความเร็วในการอ่านที่ไดรฟ์ DVD-ROM และ DVD Writer สามารถทำได้ ณ เวลานี้ ซึ่งถ้าหากยังมี การพัฒนาต่อไประดับความเร็วทั้งการอ่านและเขียนข้อมูลลงบนสื่อดีวีดีนั้นน่าจะทันไดรฟ์ CD Writer ที่หยุดชะงักการพัฒนาไว้ที่ 54X ในปัจจุบันก็เป็นได้ ซึ่งแน่นอนกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้นั้นต้องผ่าน ระดับความเร็วที่เรียกว่าจุดอิ่มตัวสักพักละครับตั้งแต่ 2X, 4X, 8X และ12X ปัจจุบันนั้นไดรฟ์ความเร็ว 12X ก็เพิ่ง เข้ามาได้ไม่นาน เมื่อมีระดับความเร็วในการเขียนที่เพิ่มขึ้น แน่นอนสิ่งที่ต้องมองต่อไปคือ เราต้องเสียเวลาให้กับการเขียนแผ่นนั้นกี่นาที ซึ่งจุดนี้เองเป็นเหตุผล หลักที่ผู้บริโภคอย่างเราๆ ท่านๆ ต่างก็ครุ่นคิดอยู่ในใจใช่ไหมละครับ โดยเมื่อลองเปรียบเทียบดูแล้วระยะเวลานั้นน่าจะอยู่ในช่วงดังนี้

ความเร็ว 2x —>28 - 39 นาที
ความเร็ว 4X —> 14 - 15 นาที
ความเร็ว 8X —> 8 - 9 นาที
ความเร็ว 12X —> 6 - 7 นาที
ความเร็ว 16X —> 4 - 5 นาที
ความเร็ว 24X —> 2 - 3 นาที
หมายเหตขนาดไฟล์ประมาณ 4.5 กิกะไบต์ แผ่นประเภท DVD+R 4.7GB Single Side

           ซึ่งนี้เป็นการคำนวณไว้คร่าวๆ นะครับ และถ้าคิดให้ลึกต่อไปอีก คาดว่าหากมีไดรฟ์ DVD Writer คงใช้เวลาในการเขียนแผ่นเหลือเพียงเสี้ยววินาที เท่านั้น ซึ่งคงไม่ต่างอะไรไปจากการบันทึกลงฟล๊อปปี้ ดิสก์เป็นแน่

           เมื่อเทียบกับขวบปีที่ผ่านมาเราอาจจะยังเห็นไดรฟ์บันทึกข้อมูลดีวีดีแค่ประเภทบวกหรือประเภทลบเพียงเท่านั้นก็นับว่าหวือหวาแล้ว แต่ทว่าตอนนี้ไดรฟ์ บันทึกข้อมูลได้ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อรองรับการใช้งานร่วมกับสื่อที่หลากหลายมากขึ้น ทั้ง DVD-RAM หรือแม้กระทั้งตัวล่าสุดคือ การบันทึกข้อมูลลงบนสื่อ DVD Double Layer หรือ DVD 9 ได้แล้ว และด้วยความสามารถนี้ทำให้เราสามารถสร้างงานบนแผ่น Double Layer หรือ DVD 9 ได้ด้วยตัวเอง นอกจากนี้แล้ว การเข้ามาของสื่อและอุปกรณ์ชนิดที่เป็น Doublre Layer นี้ยังมากับขนาดความจุ 8.5 กิกะไบต์ ทำให้ความเร็วในการเขียนแผ่นนั้นดูแตกต่าง ออกไปจากเดิมที่เคยเป็น โดยขณะนี้ไดรฟ์ประเภท Double Layer สามารถเขียนข้อมูลลงบนแผ่นแบบ Double Layer ด้วยระดับความเร็ว 2.4X ซึ่งใน ตอนนี้นั้นยังคงเห็นแค่เพียงแผ่น DVD+R เท่านั้นที่สามารถทำได้ โดยการเขียนนั้นเสียเวลาไปประมาณ 25 นาทีเท่านั้น อีกทั้งยังคาดการณ์กันว่า จะมีการ พัฒนาความเร็วให้สูงขึ้นไปอีก เป็นความเร็วระดับ 4X ในอนาคตอันใกล้นี้ด้วย


เขียนแผ่นแบบ Dual Format ได้ทั้ง DVD+R
และ DVD-R ด้วยความเร็ว 8X จากค่าย LaCie


เครื่องมือบันทึกข้อมูลดีวีดีแบบ Dual Layer จาก
ค่าย Sony ให้การจัดเก็บข้อมูลมีมากขึ้นถึง 8.5 GB


Benq DW1600A ไดรฟ์เขียนแผ่นดีวีดีแบบ Dual Format ความเร็วกระฉูด
ถึง 16X ในการเขียนแผ่น DVD+R


แผ่นสำหรับบันทึกข้อมูลชนิด DVD Double Layer
หรือ DVD 9 ซึ่ง รองรับการบันทึกข้อมูลได้ 8.5 กิกะไบต์


โครงสร้างแผ่น DVD Double Layer ล้ำหน้า ไปอีกขั้นสำหรับ
การบันทึกข้อมูล ด้วยชั้นสำหรับ บันทึกข้อมูลถึง 2 ชั้น

           สำหรับแผ่นดีวีดีที่มีการใช้งานอยู่จริง ได้แบ่งออกเป็น 5 รูปแบบมาตรฐานโดยแบ่งตามขนาดความจุ ซึ่งมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของแผ่น 120 มิลลิ ิเมตรเท่ากัน มีดังนี้

• DVD 5 คือแผ่นดีวีดี ประเภทบันทึกข้อมูล ชั้นเดียว หน้าเดียว มีขนาดความจุ 4.7 กิกะไบต์
• DVD 9 คือแผ่นดีวีดี ประเภทบันทึกข้อมูล สองชั้น หน้าเดียว มีขนาดความจุ 8.5 กิกะไบต์
• DVD 10 คือแผ่นดีวีดี ประเภทบันทึกข้อมูล ชั้นเดียว สองหน้า มีขนาดความจุ 9.4 กิกะไบต์
• DVD 14 คือแผ่นดีวีดี ประเภทบันทึกข้อมูล สองชั้น หนึ่งหน้า และ บันทึกข้อมูล อีกหนึ่งชั้น หนึ่งหน้า มีขนาดความจุ 14 กิกะไบต์
• DVD18 คือแผ่นดีวีดีประเภทบันทึกข้อมูล สองชั้น สองหน้า มีขนาดความจุ 17 กิกะไบต์

           ด้วย 5 รูปแบบมาตรฐานของแผ่นดีวีดีนี้ยังถูกแบ่งแยกการใช้งานออกเป็นประเภทบวกและลบอีกเช่นกัน โดย ขณะนี้นั้นเราสามารถเขียนข้อมูลบนแผ่น DVD 9 ได้ แต่เป็นเฉพาะ DVD+R เท่านั้น ซึ่งคาดว่าอีกไม่นานการเขียนบนแผ่น DVD 9 แบบ DVD-R คงมีให้เห็นแต่ความเร็วนั้นอาจจะน้อยความการ เขียนบนแผ่น DVD+R ตามเทคโนโลยีอีกเช่นเคย

เจาะกันในเรื่อง อินเทอร์เฟซ
           ภายหลังจากอินเทอร์เฟซที่อยู่คู่คอนโทรลเลอร์ สำหรับฮาร์ดไดรฟ์ อาทิ ฮาร์ดดิสก์และอุปกรณ์ ออปติคอลมานานอย่าง IDE มาตรฐาน ATAPI ก็ใกล้ได้ เวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงกันบ้างแล้ว โดยการเป็นแปลงทางด้านอินเทอร์เฟซนั้น จะมุ่งไปในทางการเลือกใช้สายสัญญาณที่เชื่อมต่อ เข้ากับอุปกรณ์มีลักษณะเป็น อนุกรม (Serial) มากขึ้น โดยปัจจุบันนั้นเริ่มมีให้เห็นกันไปแล้วสำหรับฮาร์ดดิสก์นั้นก็คือฮาร์ดดิสก์อินเทอร์เฟซ Serial ATA และสิ่งนี้ได้เกิดขึ้นแล้ว กับไดรฟ์ ออปติคอล ซึ่งในตอนนี้ไดรฟ์ออปติคอล ที่มีการใช้งานอินเทอร์เฟซ แบบ Serial ATA นั้นมีทั้งไดรฟ์ CD Writer และ DVD Writer เพื่อเพิ่มศักยภาพใน การลำเรียงข้อมูลเพื่อส่งต่อไปยังสื่อได้ดีขึ้น ทำให้อาจถึงเวลาการอวสานของอินเทอร์เฟซ IDE ก็เป็นได้ โดยสิ่งที่ทำให้เห็นเด่นชัดมากขึ้นก็คือ ในอนาคตอันใกล้ นี้ มาตรฐานของคอนโทรลเลอร์ สำหรับอุปกรณ์ฮาร์ดไดรฟ์บนเมนบอร์ดนั้นอาจจะ เหลือแค่เพียง Serial ATA เท่านั้น ส่งผลให้ต่อไป ในอนาคตไดรฟ์ สำหรับ อ่านข้อมูลเพียงอย่างเดียวอย่าง CD-ROM และ DVD-ROM อาจจะมีการผันแปรมาใช้งานอินเทอร์เฟซ Serial ATA ด้วย เช่นกัน

อินเทอร์เฟซ USB 2.0 อีกการเชื่อมต่อที่จะมาเรียกความสนใจ ด้วยความสว่าง ขณะ ใช้งาน

อินเทอร์เฟซ Firewire 800 ที่สร้างขุมพลังการถ่ายโอน
ข้อมูลได้เร็วขึ้นอีกเท่าตัวด้วย 100 เมกะไบต์ต่อวินาที

           นอกจากนี้แล้วการเชื่อมต่อในรูปอนุกรมยังรวมไปถึงอินเทอร์เฟซที่เป็นอุปกรณ์ I/O แบบติดตั้งภายนอก ส่วนใหญ่จะเป็นอินเทอร์เฟซ USB และ FireWire ซึ่งเป็นอินเทอร์เฟซที่คงจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี โดยการพัฒนามุ่งเน้นไปในเรื่องความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลเป็นหลัก ซึ่งยุคต่อไป USB จะมา ในเวอร์ชัน 3.0 โดยตอนนี้มีให้เห็นแล้วสำหรับการใช้งานบนเครือข่าย และ FireWire 800 ที่เข้ามาแทนที่ FireWire 400 ด้วยประสิทธิภาพการถ่ายโอนที่ เร็วขึ้นอีกเท่าตัว

           สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นกับอินเทอร์เฟซแบบ Serial ATA ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือเพิ่มประสิทธิภาพทางด้านความเร็ว ให้การ เชื่อมต่อ ขณะที่ข่าวคราวความคืบหน้าของ อินเทอร์เฟซ Serial ATA จากกลุ่มผู้พัฒนา Serial ATA ได้เล็งเป้าหมายของการพัฒนา ที่กำลังดำเนินการอยู่ 2 ประเด็น คือ ในเรื่องของ การเพิ่มความเร็วในการรับส่งข้อมูลของ Serial ATA ให้เร็วขึ้นเป็นอีกเท่าตัว (จาก 150 เมกะไบต์วินาที เป็น 300 เมกะไบต์วินาที) โดยอินเทอร์เฟซ Serial ATA ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้เป็นเพียงเวอร์ชันแรกเท่านั้น ซึ่งให้กำลังในการถ่ายโอนข้อมูล 150 เมกะไบต์ต่อวินาที

           และอีกประเด็นหนึ่งก็คือ ในเรื่องการเชื่อมต่อและการใช้สายสัญญาณเพื่อรองรับการทำงาน ซึ่งได้ขยายช่องสัญญาณในสายสัญญาณให้กว้างยิ่งขึ้น เพื่อ ความคล่องตัวในการถ่ายโอน โดยที่มาตรฐานใหม่นี้สามารถ เข้าได้กับคอนเน็กเตอร์และสายสัญญาณแบบเดิม ส่วนสายสัญญาณและคอนเน็กเตอร์แบบใหม่นั้นก็ เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่รอการอนุมัติใช้งานอย่างเป็นทางการ ซึ่งฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์คงเป็นตัวแปรหลักที่จะถูกนำมาทดลองใช้งานก่อน และคาดว่าจะนำมาใช้ กับอุปกรณ์ออปติคอลด้วยเช่นกัน ซึ่งกรณีเช่น นี้ก็เคยเกิดมาแล้วในการใช้งานอินเทอร์เฟซ IDE และสิ่งที่เด็ดสุดเห็นจะเป็นสายส่งสัญญาณ ซึ่งต่อไปคงจะกิน พลังงานไฟฟ้าน่าดู เมื่อมีคนหัวใสสร้างสายสัญญาณเรื่องแสงขึ้นมา นอกจากจะได้ความเร็วแล้ว ยังสามารถสร้างความเก๋ไก๋พร้อมความสว่างได้เป็นอย่างดี

ไดรฟ์บันทึกข้อมูลดีวีดี ที่มีการเชื่อมต่อแบบ Serial ATA ที่ช่วยย่อ ความ เทอะทะด้าน หลังไดรฟ์ ลงไปได้เยอะ

เจาะกันในเรื่องเทคโนโลยี
           สักวันหนึ่งเทคโนโลยีดีวีดี อาจต้องเจอทางตัน แต่ก็ไม่มีใครกำหนดได้ตายตัวว่า มันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ทั้งนี้จึงได้มีการพัฒนารูปแบบใหม่ของเทคโนโลยี สำหรับดีวีดีขึ้น โดยเรียกว่า Blu-ray ที่สามารถเพิ่มขีดความสามารถ ในการจัดเก็บข้อมูลจากเดิมที่สามารถ จัดเก็บได้เพียง 4.7 กิกะไบต์ (บนแผ่นดีวีดีแบบ Single Side หรือจัดเก็บข้อมูลได้ด้านเดียว) มาเป็นแผ่น HD-DVD ที่สามารถจัดเก็บข้อมูลได้ถึง 27 กิกะไบต์ (บนแผ่นดีวีดี Single Side เช่นกัน) ซึ่ง ขนาดความจุระดับนี้มากพอ สำหรับการจัดเก็บข้อมูล ที่ส่งตรงจากรายการโทรทัศน์ทั่วไปได้นาน ถึง 13 ชั่วโมง หรือเทียบเท่ากับความยาว 2 ชั่วโมง ในการ จัดเก็บไฟล์วีดีโอที่ให้ความคมชัดในระดับสูง

           สำหรับเทคโนโลยี Blu-ray นี้ฟังชื่อดูแล้วแทบร้องอ๋อเลยใช่ไหมละครับ เป็นการใช้แสงเลเซอร์สีฟ้า (Blue Laser) แทนที่จะเป็นสีแดงอย่างในไดรฟ์ ดีวีดีทั่วไป ซึ่งแสงเลเซอร์สีฟ้าจะมีคลื่นสั้นกว่า และมีความละเอียดมากกว่า ทำให้สามารถจัดเก็บข้อมูลได้ มากกว่าในปริมาณพื้นที่เท่ากัน ซึ่งการที่อุตสาหกรรม นี้ยังมีการใช้แสงเลเซอร์สีแดงอยู่ในปัจจุบันก็เพราะราคาถูกกว่ากันมาก แต่เนื่องจากความจำเป็นในการจัดเก็บข้อมูลที่ทวีคูณมากขึ้นนั้น ก็ได้บีบให้อุตสาห กรรม นี้ค่อยๆ หันมาใช้แสงเลเซอร์สีฟ้ามากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งบริษัทยักษ์ใหญ่ อย่างเช่น Sony และบริษัท Matsushita Electric Industrial ด้วย

แผ่นดิสก์ชนิด Blu-ray ที่ให้การบันทึก ผ่านเลเซอร์สีฟ้า จึงสร้างขนาด ความจุได้ถึง
23 กิกะไบต์ จาก sony
แผ่นดิสก์แบบกระดาษ นวัตกรรมการผลิตดิสก์ ชิ้นใหม่ที่ช่วยลดต้น พร้อม พื้นที่จัดเก็บข้อมูลแบบ สุดยอดถึง 25 กิกะไบต์ ผ่านลำแสงแบบ Blue Laser

           เมื่อมีข้อดีแล้วก็ใช่ว่าไม่มีข้อเสียเลย ซึ่งระบบ Blu-ray นั้น สามารถจัดเก็บข้อมูลได้แค่เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ซึ่งเหมาะสำหรับการใช้เพื่อความบันเทิง ในบ้านเท่านั้น ไม่เหมาะสำหรับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ที่จะนำไปใช้ในการจัดจำหน่ายไฟล์ภาพยนตร์ อย่างไร ก็ตามกลุ่มผู้พัฒนาก็กำลังพยายามพัฒนา เทค-- โนโลยี ใหม่นี้ให้สามารถจัดเก็บไฟล์วีดีโอที่มีความคมชัดสูงลงบนแผ่นดีวีดีให้ได้อย่างน้อยสองชั่วโมง ซึ่งนี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสตูดิโอ ภาพยนตร์ที่จะได้ ประโยชน์จากการจำหน่ายไฟล์ภาพยนตร์ไปแบบเต็มๆ แต่ทั้งนี้ และทั้งนั้นเมื่อมีการพัฒนาเทคโนโลยีให้ก้าวนำไปแล้ว ทางด้านผู้ใช้อย่างเราๆ ท่านๆ ก็จะต้องมี การอัปเกรดเครื่องของตัวเองด้วย จึงจะสามารถเล่นแผ่นแบบใหม่นี้ได้

           ในเวลาเดียวกันนั้น ยังมีบริษัทอื่นๆ ที่กำลังพยายามหาหนทางเพิ่มประสิทธิภาพของไดรฟ์จัดเก็บข้อมูล ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันคือ ไดรฟ์ CD Writer และ DVD Writer โดยใช้ชิปเซตรุ่นใหม่ ที่เรียกว่า MultiLevel Recording ซึ่งเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิ-- ภาพในการจัดเก็บข้อมูลได้มากกว่าเดิมถึงสามเท่าตัว และยังสามารถนำไปใช้กับแผ่นซีดีรุ่นเก่าได้อีกด้วย โดยมีการสาธิตเขียนแผ่นซีดีต้นแบบด้วยเทคโนโลยีใหม่นี้ ที่มีขนาด 2 กิกะไบต์ ซึ่งใหญ่กว่าแผ่นซีดีธรรมดา ที่สามารถจัดเก็บข้อมูลได้แค่ 700 เมกะไบต์ อีกทั้งเป็นที่คาดการณ์กันว่ายังจะมีการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บข้อมูลของแผ่นซีดีดังกล่าว เป็น 60 กิกะไบต์ต่อ หนึ่งด้าน โดยจะมีการผนวกเอาเทคโนโลยี blue laser มาใช้กับชิปเซตรุ่นใหม่ด้วย นอกจากนั้น ยังมีการใช้เทคโนโลยีใหม่ที่คล้ายกัน อีกประเภทหนึ่งที่เรียกว่า Near-Field Optics มาร่วมด้วย โดยเทคโนโลยีใหม่นี้ จะช่วยย่นย่อให้ช่วงคลื่นแสงเลเซอร์นั้นให้สั้นลง ซึ่งหมายถึงประสิทธิภาพ ในการจัดเก็บข้อมูลต่อ หนึ่งตารางนิ้วจะสูงขึ้นและที่น่าสนใจก็คือ เทคโนโลยีนี้สามารถนำไปใช้กับแผ่น ซีดีรุ่นเก่าได้ด้วย


MultiLevel Recording เทคโนโลยีที่ช่วยบีบช่องว่างระหว่าง pit depth บนแผ่น
ทำให้มีพื้นที่ว่างบนดิสก์เพิ่มขึ้น



แผ่นดิสก์ FMD ฉาบด้วยฟลูออเรสเซนต์
ช่วยลดปัญหา การอ่านข้อมูลเวลาที่มีการสะท้อนของแสง

           นอกจากนี้แล้ว ยังมีเทคโนโลยีจัดเก็บข้อมูลอีกแบบหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ เทคโนโลยี FMD ซึ่งย่อมาจาก Fluorescent Multilayer Disc ทั้งนี้แผ่นดิสก์ FMD จะใช้แสงนีออน (ฟลูออเรสเซนต์) ฉาบลงไปที่สารเคลือบที่มีอยู่หลายชั้นบนแผ่นดิสก์ ในขณะที่แผ่นดีวีดี รุ่นปัจจุบันจะมีการสารเคลือบดัง กล่าวไว้แค่สองชั้น เนื่องจากการเคลือบหลายชั้นเกินไป อาจทำให้เกิดปัญหาในการอ่านข้อมูลเวลาที่มีการสะท้อนของแสงออกมาจากแผ่น ซึ่งตรงข้ามกับการใช้ แสงนีออน โดยจะไม่มีปัญหาดังกล่าวแต่อย่างใด อีกทั้งยังมีการยืนยันจากกลุ่มผู้ผลิตว่าจะสามารถพัฒนาแผ่นดีวีดีรุ่นใหม่ๆ ให้สามารถจัดเก็บข้อมูลได้มากถึง 140 กิกะไบต์ ในกรณีที่มีการใช้ลำแสงเลเซอร์สีแดง และขนาดความจุจะมากเป็น 1 ทีราไบต์ หากใช้แสงเลเซอร์สีฟ้า ซึ่งนั้นก็เป็นความล้ำหน้าอีกขั้นของ เทคโน โลยีเลเซอร์ที่มีการนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกับสื่อ อุปกรณ์ออปติคอล ได้อย่างลงตัว แถมยังช่วยนำเอาทรัพยากรเก่ามาเล่าใหม่ที่ให้ความจุมากกว่าเดิมด้วยละครับ