Cover Story

Broadband Internet
เทคโนโลยีที่ต้องจับตา เพื่ออนาคตที่สดใส

 
 

รูปแบบการสื่อสารในบ้านเรานับว่าถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารผ่านสายโทรศัพท์ หรือการสื่อสารไร้สายจากดาว เทียมเพราะการสื่อสาร จะเป็นปัจจัยที่สามารถสร้างการพัฒนาประเทศ ให้เป็นไปด้วยความรวดเร็ว เพราะเมื่อใดที่คนในชาติขาด เทคโนโลยี การสื่อสารที่ดี เราก็จะขาดเทคโนโลยีที่เป็นตัวถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่สำคัญ

           ถ้าพูดถึงการสื่อสารในปัจจุบัน ก็จะมีอยู่หลายรูปแบบ ไม่ว่าเป็นการสื่อสารผ่านสายโทรศัพท์ การสื่อสารผ่านสัญญาณดาวเทียม ซึ่งเป็น การสื่อสารด้วยระยะ ทาง ไกลๆ ส่วนระยะใกล้ๆ ก็จะมีอีกหลายรูปแบบ ทั้งที่เป็นแบบใช้สายสัญญาณ และแบบ ไร้สาย ซึ่งในส่วนของเทคโนโลยีบรอดแบนด์ก็จะออกมารองรับการใช้งานทั้งสองแบบ ซึ่งจะทำให้การใช้งาน อินเทอร์เน็ตหรือการส่งข้อมูลต่างๆ เป็นไปด้วยความรวดเร็วมากขึ้น และแนวโน้มการการสื่อสารในยุคปัจจุบัน ก็จะถูกปรับเปลี่ยนให้สามารถส่งผ่าน ข้อมูลด้วยความเร็วสูงมากขึ้น

           สำหรับการสื่อสารที่มีค่าบริการถูกที่สุดก็เห็นจะเป็นอินเทอร์เน็ต เพราะผู้ใช้จะสามารถสื่อสารผ่านทางสายโทรศัพท์พื้นฐานไปไหนมาไหนได้ทั้งโลก ในราคาเดียว กัน นอกจากนั้นยังสามารถรองรับการใช้งานได้ทั้งภาพและเสียงอีกด้วย อย่างเช่นเทคโนโลยี VoIP ที่เป็นเทคโนโลยีการให้บริการโทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ต ที่จะใช้ อุปกรณ์ที่เรียกว่า IP Telephony เป็นอุปกรณ์สื่อสาร ซึ่งถ้า IP Telephony ตัวไหนสนับสนุนจอภาพด้วยผู้ใช้ก็สามารถเห็นหน้าฝ่ายตรงข้ามเวลาพูดคุยกันได้ด้วย
เทคโนโลยีการส่งข้อมูลความเร็วสูงอย่างบรอดแบนด์ ที่ถูกประยุกต์เข้ากับอินเทอร์เน็ต จะทำให้สามารถเพิ่มประสิทธิการใช้งานที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็น ในเรื่องของขนาดแบนด์วิดท์ที่เพิ่มมากขึ้น ที่จะเพิ่มความเร็วในการรับส่งข้อมูลที่จะเห็นได้อย่างชัดเจนเมื่อเทียบ กับอินเทอร์เน็ตแบบธรรมดา 56Kbps พร้อมรอง รับการ ใช้งานที่เพิ่มมากขึ้นไม่จำกัดแค่การรับส่งข้อมูลธรรมดา แต่จะสามารถรองรับการใช้งานได้ทั้ง การเล่นเกมออนไลน์, การดูหนังฟังเพลงผ่านอินเทอร์เน็ต, วิดีโอสตรีมมิง, การฟัง รายการวิทยุ, รายการข่าว หรือแม้กระทั้งรายการโทรทัศน์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ก็สามารถทำได้โดยไม่มีอาการกระตุก สำหรับเทคโนโลยีบรอดแบนด์ ที่ถูกนำ มาประยุกต์เป็นอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในปัจจุบันก็จะมีรองรับการใช้งานอยู่สองแบบ ซึ่งได้แก่แบบใช้สาย และแบบไร้สาย

เทคโนโลยีบรอดแบนด์แบบที่ใช้สายสัญญาณ

สำหรับบรอดแบนด์แบบใช้สายนั้นก็จะมีอยู่หลายรูปแบบด้วยกัน แต่จะแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ๆ ได้แก่การใช้สายเคเบิล และการใช้สายโทรศัพท์ พื้นฐาน

1. สำหรับแบบใช้สายเคเบิล หรือ Cable Modem
           เทคโนโลยีนี้จะมีลักษณะการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านสายเคเบิลทีวี ซึ่งส่วนมากผู้ให้บริการก็มักจะเป็นบริษัทเคเบิลทีวี ซึ่งการ ขอใช้บริการ ก็จะต้องไป ติดต่อกับบริษัทผู้ให้บริการเคเบิลทีวี ซึ่งท่านก็จะสามารถรับชมรายการทีวีจากเคเบิลไปพร้อมๆ กับการเล่น อินเทอร์เน็ต ความเร็วสูง โดยจะมีอุปกรณ์แยกสัญญาณตัวเล็กๆ ที่เรียกว่า Splitter ไว้คอยแยกสัญญาณระหว่าง สัญญาณทีวีกับ สัญญาณข้อมูล ทาง อินเทอร์เน็ต เพื่อจะแยกไปยังทีวี หรือตัว Cable Modem ส่วนทางด้านผู้ให้บริการ เคเบิลเองก็จะต้องมีอุปกรณ์ที่ใช้แยกสัญญาณเหมือน กัน เพื่อที่จะแยกระหว่างสัญญาณทีวี และสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่จะส่งต่อไปยัง ISP นั้นๆ โดยอุปกรณ์นี้เรียกว่า CMTS หรือ Cable Modem Termination System

Cable Modem Micronet SP3205A 128K USB ISDN TA

          สำหรับลักษณะการทำงานของ Cable Modem จะมีลักษณะคล้ายๆ กับโมเด็มแบบอนาล็อกก็คือจะมีการ Modulation สัญญาณ ระหว่างสัญญาณดิจิตอล และสัญญาณอนาล็อก แต่จะแตกต่างกันที่จะใช้สายเคเบิลเป็นอุปกรณ์นำสัญญาณแทนสายโทรศัพท์ พื้นฐาน ซึ่งจะมีขนาด ของแบนด์วิดท์ที่กว้างกว่า สายโทรศัพท์จึง สามารถรับส่งจำนวนข้อมูลในแต่ละครั้งได้มากกว่า โดยความกว้างของแบนด์วิดท์ของ สายเคเบิลนั้น จะอยู่ที่ 6 MHz ซึ่งจะสามารถทำอัตราทั้งในส่วนของ Downstream ที่เป็นการรับข้อมูล หรือ Upstream ที่เป็นการส่งข่อมูลไปยัง ISP ได้ สูงสุดถึง 40 Mbps พร้อมทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนอัตราการรับส่งข้อมูล Downstream และ Upstream ให้เหมาะกับการใช้งานเป็น หลักได้อีกด้วย

2. สำหรับแบบที่ใช้สายโทรศัพท์พื้นฐานเป็นอุปกรณ์นำสัญญาณ โดยใช้การรับส่งข้อมูลด้วยสัญญาณดิจิตอล ความเร็วสูงผ่านสายโทรศัพท์
ซึ่งก็จะแบ่งออกได้เป็นสองรูปแบบ ได้แก่ ISDN และ แบบที่ใช้เทคโนโลยีตระกูล XDSL

2.1 ISDN หรือ Integrated Services Digital Network
           เป็นระบบการสื่อสารผ่าน อินเทอร์เน็ตที่ออกมารองรับระบบดิจิทัลผ่านโครงข่าย สายโทรศัพท์พื้นฐานโดยเฉพาะ ที่จะมาเน้น การใช้งาน ทาง ด้านการรับส่งข้อมูลประเภทภาพ และเสียงผ่านอินเทอร์เน็ต เช่นการประชุมทางไกล, วิดีโอ-- สตรีมมิง, วิดีโอคอน เฟอร์เรนท์ โดยจะมี อุปกรณ์ ที่รอง รับการเชื่อมต่อใช้งานอยู่หลายแบบ ไม่ว่าจะเป็น ISDN Modem, ISDN Telephone หรือ แม้แต่ ISDN Switch ที่จะคอยกระจายสัญญาณ จากเครือข่าย ISDN จากภายนอกเพื่อมาใช้งานในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ด้าน อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โทรศัพท์ เป็นต้น

           รูปแบบการให้บริการก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ไม่ควรมองข้าม ซึ่งข้อดีของ ISDN ก็คือค่าใช้บริการจะมีลักษณะเดียวกัน กับ โมเด็มแบบ 56Kbps ก็คือ เสียค่าเชื่อมต่อครั้งละ 3 บาทตามอัตราค่าโทรศัพท์แบบปกติ ซึ่งถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับ ประสิทธิภาพ และความเร็วที่ได้จากการใช้งาน แต่ก็จะ มีปัญหา เดียวกันกับที่พบในโมเด็มแบบ 56Kbps ก็คือจะมีปัญหาสายโทรศัพท์ไม่ว่าง ปัญหาสายหลุดในระหว่างการใช้งาน แต่ ISDN ก็ยังสามารถรวบรวมบริการ หลายๆอย่างไว้ในสายคู่สายเดียว และสามารถติดตั้ง ร่วมกับอุปกรณ์ปลายทางได้สูงสุดถึง 8 ชนิด ไม่ว่าจะเป็น เครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ โทรสาร และ อื่นๆ โดย ใช้เทคโนโลยี TDM หรือ Time Division Multiplexing ที่จะสามารถแบ่งจำนวนช่องสัญญาณได้หลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นช่องสำหรับ สัญญาณอนาล็อก, ช่องสำหรับสัญญาณดิจิตอลสำหรับข้อมูล, ช่องสำหรับสัญญาณดิจิตอล, ช่องสำหรับสัญญาณควบคุมต่างๆ

           ISDN สามารถสนับสนุนความเร็วได้ตั้งแต่ 57.6Kbps - 144Kbps ซึ่งรูปแบบที่ให้บริการสำหรับ ISDN นั้นจะมีอยู่ 2 ประเภทด้วยกัน นั้นคือ
Basic Access Interface 2B+D หรือ BRI ที่มีแบนด์วิดท์ทั้งหมดเท่ากับ 144Kbps โดยรหัส B จะหมายถึง ช่อง สัญญาณ เลข 2 เป็นจำนวนช่อง ฉะนั้น 2B ก็หมายถึงมี 2 ช่องสัญญาณ ซึ่งแต่ช่องสัญญาณจะสามารถส่งผ่านข้อมูลได้สูงสุดที่ 64Kbps จึงรวมเป็น 128Kbps แต่รหัส D ที่ใช้เป็นช่อง สำหรับ สัญญาณควบคุมจะมีจำนวน 16Kbps ฉะนั้นเมื่อเอา ทั้งหมด มาเข้าสมการ 2B+D จึงได้จำนวนแบนด์วิดท์ เท่ากับ 144Kbps ซึ่งการ เชื่อมต่อแบบ นี้จะเหมาะกับผู้ใช้ในทุกๆ ระดับ ตั้งแต่ผู้ใช้ตามบ้านจนไปถึงองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่

Primary Rate Interface 23B+D กับ 30B+D หรือ PRI ที่มีแบนด์วิดท์ระหว่าง 1.544Mbps - 2.048Mbps ซึ่งขนาดแบนด์วิดท์ก็จะขึ้นอยู่กับประเทศหรือภูมิภาคที่ใช้งาน โดยจะใช้สายนำสัญญาณทั้งแบบ T1 Carrier และ E1 แทนการ ใช้สายโทรศัพท์ พื้นฐานเหมือนกับแบบ BRI ซึ่งแบบ PRI นี้จะเหมาะกับองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ ที่ต้องการช่องสัญญาณ ขนาดใหญ่เพื่อรองรับกับข้อมูลจำนวนมากๆ

เทคโนโลยี DSL (Digital Subscriber Line)

2.2 เทคโนโลยีตระกูล XDSL หรือจะเรียกว่า DSL (Digital SubscriberLine)      สำหรับเทคโนโลยีการสื่อสารความเร็วสูงพวกนี้จะถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อปรับปรุงให้คู่สายทองแดงอย่างสายโทรศัพท์พื้นฐาน ทั่วไป มีความสามารถในการส่ง ผ่านข้อมูลต่างๆ ให้ได้ประสิทธิภาพและความเร็วที่มากขึ้น โดยใช้เทคนิคการเข้ารหัสสัญญาณข้อมูล ใน ย่านความถี่ที่สูงกว่า เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนต่อการใช้ งานโทรศัพท์ทั่วไป โดยความถี่ที่ใช้จะอยู่ในช่วง 300MHz ถึง 3200MHz ที่เป็นคนละความถี่ที่ใช้ในสัญญาณโทรศัพท์นั้นผู้ใช้จึงสามารถที่จะใช้งาน เทคโนโลยีนี้ไปพร้อมๆ กับพูดคุยโทรศัพท์

สำหรับเทคโนโลยีตระกูล XDSL ก็มีอยู่หลายประเภท ได้แก่
• HDSL หรือ High bit rate Digital Subscriber Line
           เป็นเทคโนโลยีที่มีความนิยมมากในกลุ่มของผู้ใช้ในองค์กร หรือบริษัท โดยที่จะมี จุดเด่นก็ตรงที่จะทำงานการรับส่งข้อมูล ในแบบ Full-Duplex ที่จะทำให้ความเร็ว หรือจำนวนของแบนด์--วิดท์ในการรับส่งที่เท่ากัน HDSL ยังสามารถ ใช้ร่วมกับสาย โทรศัพท์แบบ Twisted-pair เท่ากับสาย T1 ที่สามารถทำความเร็วในการรับส่งได้มากถึง 1.5Mbps ซึ่งในยุโรปสามารถทำ ความเร็วได้ถึงกว่า 2Mbps ในระยะทางกว่า 3.6 กิโลเมตร

• SDSL หรือ Symmetric Digital Subscriber Line

            เป็นเทคโนโลยีที่สนับสนุน การรับส่งข้อมูลในแบบ Full-Duplex เหมือนกับ HDSL ที่สามารถทำความเร็วในการ รับส่ง ข้อมูลที่ 1.5Mbps ในระยะทาง 3 กิโลเมตร โดยการทำงานนั้นจะสนับสนุนสายแบบ T1/E1 ได้ด้วย

• IDSL หรือ ISDN Digital Subscriber Line
            เป็นเทคโนโลยีที่คล้ายกับ ISDN ก็ตรงที่สามารถ รับส่งข้อมูลได้ในความเร็วที่เท่ากัน คือ 144Kbps และจะใช้สายนำ สัญญาณแบบ 2B1Q ที่ระยะทางไกลสุดถึง 4.5 กิโลเมตร ซึ่งไกลกว่า DSL ประเภทอื่นๆ แต่จะไม่รองรับการใช้งานโทรศัพท์

• RADSL หรือ Rate Adaptive Digital Subscriber Line
            จะเป็นเทคโนโลยีที่มีรูปแบบคล้ายกับสมาชิก XDSL ตัวอื่นๆ แต่จะมีข้อแตกต่างอยู่บ้างก็ตรงที่ความเร็วในการ Upstream จะขึ้นอยู่กับความเร็วในการ Downstream ก็คือถ้ามีการ ใช้งานในการดาวน์โหลดมากก็จะทำให้การอัพโหลด ข้อมูลเป็นไปด้วยความล่าช้าอยู่มาก และทางด้านของระยะทาง ก็เป็นปัจจัยส่ง ผลต่อความเร็วด้วย

• VDSL หรือ Very high bit rate Digital Subscriber Line                
            เทคโนโลยีนี้สามารถทำความเร็วในการรับส่งข้อมูลได้สูงที่สุดในสมาชิกของ XDSL ทั้งหมด โดยการดาวน์โหลดข้อมูลจะ ได้ความเร็วสูงสุดที่ 52Mbps และการอัพโหลดข้อมูลที่ 2.3Mbps แต่จุดด้อยที่ทำให้ VDSL ไม่เป็นที่นิยมมากนักถึงแม้จะมี ความเร็วที่มากกว่าชนิดอื่นๆ ก็เพราะว่าระยะทาง ในการรับส่งข้อมูลความเร็วขนาดนั้นจะมีระยะทางได้แค่เพียง 1 กิโลเมตรเท่านั้น และราคาค่าติดตั้ง และใช้บริการก็สูงมาก

• VoDSL หรือ Voice Over DSL
            เทคโนโลยีนี้เป็นเทคโนโลยีที่กำลังเริ่มจะเป็นที่นิยมในบ้านเรา โดยจะเป็นการพัฒนาทางด้านโทรศัพท์ผ่านระบบเครือข่าย อย่างที่เราๆรู้จักกันในนาม VoIP

• ADSL หรือ Asymmetric Digital Subscriber Line
            เป็นเทคโนโลยีที่กำลังมาแรงในบ้านเรา ซึ่งสำหรับ คออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทั้งหลายจะต้องรู้จักกันดี สำหรับเทคโนโลยี ADSL นี้ทางผู้เขียนจะกล่าวในหัวข้อ ต่อไปนี้

            ADSL หรือ (Asymmetric Digital Subscriber Line) เป็นหนึ่งในสมาชิกของเทคโนโลยี XDSL และกำลังเป็นการ ให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง รูปแบบใหม่ ที่มีความสามารถในการดาวน์โหลดข้อมูล (Downstream) ที่ความเร็วสูงสุดที่ 8Mbps และการอัพโหลดข้อมูล (Upstream) ที่อัตราความเร็ว สูงสุด 1Mbps โดยจะเน้นใช้โพรโตคอลแบบ TCP/IP เป็นหลัก และใช้พื้นฐานของ ATM จึงทำให้ ADSL สามารถรองรับกับแอพพลิเคชันลักษณะทางด้านมัลติมีเดียได้เป็นอย่างดี โดยจะมีการ Modulation หรือการเข้ารหัสสัญญาณเป็น 3 ช่วง ซึ่งได้แก่ ความถี่ในการรับข้อมูล ความถี่ในการส่งข้อมูล และความ ถี่ของสัญญาณโทรศัพท์ สำหรับทางด้านโทรศัพท์จะแบ่งรหัสสัญญาณข้อมูลเสียงโดยการแยกความถี่ของเสียงที่มีความถี่ไม่เกิน 4KHz ออกจากความถี่ของสัญญาณข้อมูลที่มีความถี่ตั้งแต่ 2MHz ฉะนั้นผู้ใช้จึงสามารถใช้งานโทรศัพท์ร่วมไปด้วย โดยไม่เกิด ปัญหาใดๆ ซึ่ง จะสามารถเป็นการประหยัดสำหรับผู้ที่อยากจะติดตั้งด้วย เพราะสามารถ ติดตั้งร่วมกับสายโทรศัพท์พื้นฐานที่บ้าน ได้เลย

Billion BIPAC-711 CE2.0 ADSL Router แสดงด้านหน้าอุปกรณ์ Billion BIPAC-711 CE2.0 ADSL Router แสดงอินเทอร์เฟซเชื่อมต่อ

            การติดตั้งใช้งานเทคโนโลยี ADSL น่าจะเป็นเทคโนโลยีที่เหมาะกับระบบเครือข่ายแบบ WAN ที่จะมีการติดต่อกันหลาย ช่วงตั้งแต่ ADSL โมเด็มไปยัง Pots Splitter ที่เป็นอุปกรณ์ที่ใช้แยกสัญญาณความถี่ระหว่างสัญญาณโทรศัพท์และข้อมูล โดยจะ ติดตั้งอยู่กับผู้ใช้งาน และที่ชุมสายโทรศัพท์ และทำการส่งต่อไปให้อุปกรณ์ที่ทำหน้ารวบรวมสัญญาณต่างๆ หรือ DSLAM ในชุม สายที่เปิดให้บริการอีกซึ่ง DSLAM หรือ DSL Access Multiplexer จะรวบรวมทุกสัญญาณในชุมสาย นั้นส่งไปยังศูนย์ของผู้ ให้บริการโครงข่าย ADSL ด้วยสัญญาณดิจิตอลที่มีความเร็วสูง และจากนั้นผู้ให้บริการโครงข่ายจะมีหน้าส่งต่อไปให้ ISP ที่ท่าน ใช้อีกที ซึ่งถ้าชุมสายโทรศัพท์ยังไม่ได้ติดตั้งตัว DSLAM ผู้ใช้ก็ไม่สามารถขอใช้บริการADSL ได้สำหรับอุปกรณ์ที่จำเป็นจะต้อง ใช้ ได้แก่ ADSL โมเด็ม หรือจะใช้ ADSL เราเตอร์ ก็ได้หากต้องการในเรื่องของความปลอดภัยในการ ใช้งานสูงๆ

เทคโนโลยีบรอดแบนด์แบบไร้สาย หรือ บรอดแบนด์ผ่านดาวเทียม
           ปัจจุบันความต้องการใช้อินเทอร์เน็ตเริ่มเป็นที่ต้องการมากขึ้น พร้อมกับแพร่ขยายความต้องการไปในทุกๆ พื้นที่ ถ้าเป็นเขตกรุงเทพฯ และตัวเมือง จังหวัดใหญ่ๆ ที่สายโทรศัพท์สามารถลากเข้าถึงก็สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้อย่างไม่มีปัญหา เพราะปัจจุบันก็มีผู้ให้บริการโครงข่าย และผู้ให้บริการ อินเทอร์เน็ต ISP หลายรายสามารถเปิดให้บริการตามต่างจังหวัดด้วย แต่ถ้าเป็นพื้นที่ที่ห่างไกลจริงๆ เช่นบนภูเขาสูง หรือตามเกาะต่างๆ ที่สายโทรศัพท์ ไม่สามารถที่จะเข้าถึงได้ และมีความจำเป็นที่จะต้องใช้อินเทอร์เน็ต หรือการสื่อสารอื่นๆ ก็จำเป็นที่จะต้องใช้เทคโนโลยีเครือข่ายผ่านดาวเทียม (Satellite) เข้าช่วย แต่ก็ใช่ว่าโครงการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม จะเหมาะสำหรับพื้นที่ที่ห่างไกลเท่านั้น ตามเมืองใหญ่ๆ หรือพื้นที่ธุรกิจสำคัญๆ ก็สามารถใช้ได้เหมือน กัน แต่จะเอาไว้สำหรับรองรับการใช้งานในเวลา ฉุกเฉิน หรือเมื่อการใช้งานในแบบใช้สายเกิดมีปัญหา หรือพื้นที่ในเขตชุมชนเมืองที่ไม่สามารถวางโครงข่าย แบบใช้สายสัญญาณได้

          สำหรับการให้บริการสื่อสารผ่านดาวเทียมที่ผู้ใช้ในบ้านเรารู้จักกันดีก็คือ iPSTAR และ iPTV ซึ่งก็จะมีผู้ให้บริการรายใหญ่อยู่รายเดียว ในประเทศ ไทย คือ โครงการ Broadband Satellite ซึ่งเป็นโครงการจากบริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) สำหรับ iPSTAR จะเป็นรูปแบบการให้บริการ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านดาวเทียมแบบสองทาง โดยการใช้งานทางด้านอินเทอร์เน็ตจะจัดการให้บริการผ่านบริษัท CS Internet ที่เป็นบริษัทในเครือของ ชินแซทเทลไลท์ พร้อมสามารถเปิดให้บริการ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้ทั่วประเทศ จึงไม่จำกัดในเรื่องของพื้นที่ใช้งาน พร้อมทั้งเป็นการเชื่อมต่ออยู่ตลอด เวลาจึงทำให้สะดวกมากขึ้นเวลาใช้งาน ซึ่งไม่ต้องมานั่งทำการ Connect หรือเชื่อมทุกๆ ครั้งเมื่อจะใช้งาน ส่วนการให้บริการแบบ iPTV นั้นจะเป็นการให้ บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแบบทางเดียว และก็เป็นการให้บริการรูปแบบใหม่ สำหรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตนั้น ผู้ใช้จะสามารถเชื่อมต่อสัญญาณจาก ดาวเทียมได้โดยตรง ด้วยจานรับสัญญาณดาวเทียมที่ติดตั้งอยู่ที่บ้านหรือสถานที่ที่ต้องการใช้งาน ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้บริการสามารถรับข้อมูลจำพวกไฟล์ภาพ ไฟล์เสียง หรือไฟล์ข้อมูลขนาดใหญ่ ผ่านระบบเครือข่ายได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น ด้วยความเร็ว 256Kbps พร้อมบริการ TV ผ่าน อินเทอร์เน็ต หรือแม้แต่ TV Reply การรับชมรายการทีวีย้อนหลัง พร้อมบริการอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งการให้บริการอินเทอร์เน็ต หรือบริการรูปแบบอื่นๆ ผ่านดาวเทียมนั้น จะมีราคาทั้งค่า อุปกรณ์ ค่าติดตั้ง และค่าใช้บริการที่ค่อนข้างสูงมากทีเดียว

ทางเลือกสำหรับการใช้งานบรอดแบนด์ในยุคปัจจุบัน
            ถึงแม้ว่าในบ้านเราจะมีการให้บริการบรอดแบนด์อยู่หลายรูปแบบ แต่ข้อจำกัดการใช้งานของแต่ละแบบก็ยังมีอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดในขนาด พื้นที่ ที่เปิดให้บริการ ราคาค่าใช้บริการที่ค่อนข้างสูงสำหรับบริการบรอดแบนด์บางชนิด ซึ่งทำให้ ผู้ใช้บางรายไม่สามารถติดตั้งใช้งานได้ แต่จากการพัฒนาที่ ต่อเนื่อง พร้อมมีการแข่งขันสำหรับผู้ให้บริการโครงข่ายกันอย่างดุเดือด จึงน่าจะทำให้ค่าบริการถูกลง แต่ทั้งนี้ก็จะต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาลด้วยว่าจะส่งเสริมหรือ เปิดโอกาสมากแค่ไหน แต่ตอนนี้สิ่งที่ทำได้ก็เห็นจะเป็น การเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของบรอดแบนด์ในแต่ละแบบ ว่าคุ้มค่ากับการลงทุนติดตั้งขอใช้บริการมาก แค่ไหน ซึ่งผู้ใช้บางคนที่อยู่ในเขตพื้นที่ที่มีผู้ให้บริการอยู่หลายรายก็จะได้เปรียบที่มีโอกาสเลือกใช้ได้หลายแบบ แต่สำหรับผู้ใช้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล มีผู้ให้ บริการน้อย ก็จะมีตัวเลือกของผู้ให้ บริการน้อยตาม หรืออาจจะไม่มีตัวเลือกเลยเพราะมีผู้ให้บริการอยู่แค่รายเดียว