นับถอยหลังกลับไปตั้งแต่ที่โมเด็มรุ่น Bell Dataphone 103 โมเด็มตัวแรกของโลกได้ถือกำเนิดขึ้นมา ในยุคนั้น ก็สามารถสร้างความ ตื่นเต้นได้มาก ถึงแม้ว่าความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลในยุคนั้นจะไม่รวดเร็วเหมือนกับในปัจจุบันที่มีความสามารถส่งผ่านข้อมูลได้ทั้งภาพ และเสียงด้วยความเร็วสูง การพัฒนาโมเด็มอาจจะไม่รวดเร็วเหมือนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ตัวอื่นๆ แต่เทคโนโลยีโมเด็มก็มีแต่จะพัฒนา ขึ้นเรื่อยๆ ไม่หยุดยั้ง

           อินเทอร์เน็ตนับว่าเป็นระบบเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่สามารถย่อโลกทั้งโลกให้มาอยู่ในที่เดียวกัน พร้อมกันนั้นการพัฒนาในด้านเทคโนโลยี อินเทอร์เน็ตก็มีการเจริญเติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็ว มีการขยายวงกว้างของสังคมอินเทอร์เน็ตมากขึ้นเรื่อยๆ และก็คงจะไม่มีวันมีที่สิ้นสุด ลองคิดเล่นๆ กัน ดูว่าถ้าวันหนึ่งอินเทอร์เน็ตสามารถที่จะรวบรวมเอาความรู้ และข้อมูลทั้งหมดที่มนุษย์จะสามารถคิดค้นออกมาได้ รวมทั้งยังเป็นช่องทางการสื่อสารหลักขนาด ใหญ่ที่ผู้คนในยุคนั้นใช้เชื่อมโยงเข้ากัน ไม่ว่าจะเป็นด้านธุรกิจ การค้าขาย หรือแม้กระทั่งความสัมพันธ์ของคนต่างชนชาติ ก็จะทำให้วงกว้างของระบบเครือข่าย อินเทอร์เน็ตก็มีแต่จะเจริญเติบโตและคงจะไม่มีที่สิ้นสุด

           แต่อย่างไรก็ตามการเจริญเติบโตของอินเทอร์เน็ตก็คงจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าขาดอุปกรณ์เชื่อมต่อเพื่อเข้าถึง (Access) อย่างโมเด็ม (Modem)
Modulation หรือเรียกอีกอย่างว่า Modem เป็นอุปกรณ์ที่ทีหน้าที่ในการแปลงสัญญาณอนาล็อกให้เปลี่ยนเป็นสัญญาณดิจิตอล เพื่อให้สามารถรองรับการส่ง สัญญาณข้อมูลที่เป็นทั้งภาพ และเสียงผ่านสายโทรศัพท์ พื้นฐานทั่วไป ซึ่งโดยปกติแล้วสายโทรศัพท์จะถูกออกแบบให้สามารถส่งสัญญาณแบบอนาล็อกหรือ สัญญาณของเสียงเท่านั้น ดังนั้นโมเด็มก็เลยจะประกอบไปด้วยหน้าที่ สำคัญ 3 ส่วนได้แก่ หนึ่งส่วนที่เปลี่ยนสัญญาณดิจิตอล ให้เป็นสัญญาณอนาล็อกเพื่อให้ สามารถส่งผ่านข้อมูลต่างๆ ไปยังสายโทรศัพท์ได้ สองส่วนที่เปลี่ยนสัญญาณอนาล็อก ที่ถูกส่งกลับมาจากสายโทรศัพท์ให้เปลี่ยนเป็นสัญญาณดิจิตอล เพื่อนำไป ใช้งานต่อไป และสามส่วนที่ดูแล และความคุมการทำงาน Digital Interface

ประเภทของโมเด็ม

โมเด็ม External
โมเด็ม Internal
โมเด็ม PCMCIA

           สำหรับการแบ่งประเภทของโมเด็มนั้นจะสามารถแยกออกมาได้ 2 ลักษณะใหญ่ๆ นั้นคือความเร็วในการส่งผ่านข้อมูล และรูปแบบ การติดตั้งใช้งาน

  • สำหรับประเภทของความเร็วนั้น จะสามารถ แบ่งออกได้ 4 ประเภทได้แก่ โมเด็มความเร็วต่ำ ที่นับว่า เป็นโมเด็มรุ่นแรกๆ ที่ออกมาโดยจะมีความเร็ว ตั้งแต่ 300bps จนถึง 4,800bps ประเภทที่สอง โมเด็มความเร็วปานกลาง โดยโมเด็มระดับนี้จะสามารถ ส่งผ่านข้อมูลด้วยความเร็ว 9,600bps ถึง 14,400bps พร้อมทั้งยังเพิ่มความสามารถในการใช้งานต่างๆ มากขึ้นด้วย และเป็นโมเด็มที่เริ่มมีการใช้เทคนิคการผสมสัญญาณ พร้อมทั้งการรับส่ง ข้อมูล ในแบบ Full Duplex และ Half Duplex และสามโมเด็มความเร็วสูง สำหรับโมเด็มประเภทนี้จะมีอัตราการับส่งข้อมูลตั้งแต่ 19,200bps ถึง 28,800bps มีการใช้เทคนิคการผสมสัญญาณที่สลับซับซ้อนมากกว่าโมเด็มความเร็วปานกลาง และโมเด็มแบบที่สี่ซึ่งเป็นแบบที่กำลังนิยมใช้กันอยู่ใน ปัจจุบันนั้นคือ โมเด็ม ความเร็วสูงพิเศษ มีความเร็วในการส่งข้อมูลสูงสุดถึง 56,000bps หรือ 56Kbps ซึ่งเป็นโมเด็มที่มีการส่งสัญญาณในแบบ ดิจิตอลความเร็วสูง และโมเด็มประเภทนี้จะมีผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต หรือ ISP เข้ามาเกี่ยวข้อง

  • สำหรับประเภทของรูปแบบการติดตั้งใช้งานนั้น จะมีอยู่ 3 ประเภท ประเภทแรกจะเป็นแบบ Internal หรือแบบติดตั้งภายใน โมเด็มประเภทนี้จะมี ลักษณะเป็นการ์ด หรือแผงวงจร ที่จะติดตั้งภายในตัวเครื่องคอมพิวเตอร์บริเวณสล็อต PCI ในปัจจุบัน ซึ่งข้อดีของโมเด็มลักษณะ นี้ก็ตรงที่จะประหยัด เนื้อที่ ภายนอก และมีราคาถูก แต่มักจะมีปัญหาตรงที่ติดตั้งใช้งานยุ่งยาก และตรวจดูสถานะการทำงานของโมเด็มได้ยาก

    แบบที่สองโมเด็มติดตั้งใช้งานภายนอก External ซึ่งจะมีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยม ประกอบไปด้วยอะแด็ปเตอร์ที่ใช้เชื่อมต่อกับไฟฟ้าภายในบ้านเอง โดยไม่ต้องใช้ไฟร่วมกับ เครื่องคอมพิวเตอร์เหมือน โมเด็มแบบติดตั้งภายใน ทำให้การทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์เสถียรมากกว่า และผู้ใช้ยังสามารถ สังเกต การทำงานของโมเด็มจากไฟ แสดงสถานะบริเวณตัว เครื่องได้ง่ายกว่าด้วย โมเด็มแบบภายนอกสามารถแยกอินเทอร์เฟซ หรือพอร์ตที่ใช้ในการ เชื่อมต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ได้สองแบบ ได้แก่ อินเทอร์เฟซ แบบ Serial โดยโมเด็มแบบนี้จะเชื่อมต่อระหว่าง โมเด็มและเครื่องคอมพิวเตอร์โดย ใช้สาย RS-232 และจะมีอะแด็ปเตอร์ที่คอยจ่ายไฟให้กับตัวโมเด็ม ด้วย ส่วนอินเทอร์เฟซแบบ USB ก็อย่างที่รู้ๆ อยู่ว่าอินเทอร์เฟซแบบ USB นั้นสามารถที่จะใช้ไฟจากเครื่องคอมพิวเตอร์โดยตรง จึงไม่จำเป็นที่จะต้องมีอะแด็ปเตอร์ แบบที่สามโมเด็มแบบการ์ด PCMCIA สำหรับโมเด็มประเภท นี้จะมีลักษณะเป็นการ์ดขนาดเล็ก ที่เมื่อเวลาจะใช้งานจะต้องเสียบเข้ากับสล็อต PCMCIA ที่ปกติจะมีบนเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุก และโมเด็มประเภทนี้ จะมีราคาที่สูงมากกว่าโมเด็ม Internal และ External

มาตรฐานโมเด็ม
           สำหรับมาตรฐานของโมเด็มนั้น จะถูกกำหนดมาโดย International Telecommunication Union หรือที่รู้จักกันดี ITU ซึ่งหน่วยนี้จะเป็นหน่วย งาน ที่องค์การสหประชาชาติตั้งขึ้น เพื่อเพิ่มความสามารถ ใหม่ให้กับโมเด็ม สำหรับมาตรฐานใหม่และในปัจจุบันก็เป็นที่นิยมกันอย่างมากก็คือมาตรฐาน V.90 ที่มีความรวดเร็วในการเชื่อมต่อที่ 56Kbps แต่หลังจากนั้นก็ได้มีการกำหนดมาตรฐานใหม่ล่าสุดเป็น V.92 เพื่อเพิ่มความสามารถของโมเด็มให้ดีมากยิ่งขึ้น โดยความสามารถใหม่นั้นจะมีอยู่ 3 อย่างด้วยกันนั้นคือ Quick Connect, Modem on Hold และ PCM Upstream

  • Quick Connect มีรูปแบบเพื่อให้สามารถทำการเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ISP ได้รวดเร็วขึ้นกว่าเดิม 50 เปอร์เซ็นต์
  • PCM Upstream ช่วยให้การอัพโหลดข้อมูลต่างๆ ทำได้รวดเร็วมากขึ้น ซึ่งจะสามารถทำความเร็วได้สูงสุดถึง 48,000bps โดยที่มาตรฐาน       V.90 เดิมทำได้เพียงแค่ 33,600bps
  • Modem on Hold ท่านเคยสังเกตไหมครับว่าเวลาใช้งานอินเทอร์เน็ต แล้วถ้ามีสายโทรศัพท์ เรียกเข้าในระหว่างใช้อินเทอร์เน็ต สายมักจะชอบหลุด แต่ด้วยเทคโนโลยีนี้จะทำให้ท่านสามารถรับโทรศัพท์เมื่อมีสายเรียกเข้า โดยที่ไม่ต้องออกจากการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต แต่ท่านจะต้องขอใช้บริการรับสายเรียกซ้อน จากผู้ให้บริการโทรศัพท์ที่ท่านใช้ และทาง ISP จะต้องเปิดให้บริการมาตรฐาน V.92 ด้วย

           นอกจากโมเด็มในแบบอนาล็อกที่มีการส่งผ่านข้อมูลด้วยความเร็ว 56K ที่ปัจจุบันเป็นที่นิยมกันมากสำหรับคออินเทอร์เน็ตราคาถูก (ผมด้วย อิ..อิ) ปัจจุบันก็สามารถพัฒนาให้สามารถส่งผ่านข้อมูลในแบบดิจิตอลโดยตรง เพื่อให้การส่งผ่านข้อมูลไม่ว่าจะเป็นการดาวน์โหลดข้อมูล (downstream) หรืออัปโหลดข้อมูล (upstream) ทำได้รวดเร็วมากขึ้นกว่าเดิม พร้อมกับรองรับการประชุมทางไกลทั้งภาพ และเสียง (VDO Conference) ที่กำลังนิยมใช้งานกันตามบริษัทด้วย สำหรับโมเด็มที่ออกมารองรับการใช้งานดังกล่าวนั้นก็จะมีออกมาใช้อยู่ 3 แบบ ได้แก่ Cable Modem, ISDN Modem และที่กำลังร้อนแรงในขณะนี้ ADSL Modem

  • Cable Modem
    จะใช้การส่งสัญญาณข้อมูลผ่านระบบเครือข่ายต่างๆ โดยใช้สายนำสัญญาณ เช่น สายเคเบิลใยแก้วนำแสง (iber Optic) และสายโคแอคเชียลมา ทำงานร่วมกันโดยจะเรียกระบบนี้ว่า HFC หรือ Hybrid Fiber Coaxial Network ความสามารถของเคเบิลโมเด็มก็จะมีตั้งแต่ สามารถดาวน์โหลด ข้อมูลได้สูงสุดถึง 10Mbps และอัปโหลดข้อมูลได้สูงสุดถึง 2Mbps และไม่มีปัญหาของสายหลุดในระหว่างการใช้งานเพราะ Cable Modem จะเป็นการเชื่อมต่ออยู่ตลอดเวลา แต่ค่อนข้าง จะมีพื้นที่ให้บริการที่จำกัดไม่ค่อยจะทั่วถึงถ้าเกิดมีจำนวนผู้ใช้มากขึ้นก็จะทำให้ความเร็วลดลง และไม่มีค่อย ความปลอดภัยของข้อมูลในระหว่างการใช้งานด้วย

  • ISDN Modem หรือ Integrated Services Digital Network
    ได้รับการพัฒนาเพื่อมารองรับการส่งผ่านข้อมูลประเภทภาพ และเสียงผ่านอินเทอร์เน็ต เช่นการประชุมทางไกล, Video streaming, Video Conference สามารถสนับสนุนความเร็วได้ตั้งแต่ 57.6Kbps-128Kbps ซึ่งรูปแบบที่ให้บริการสำหรับ ISDN นั้นจะมีอยู่ 2 ประเภทด้วยกัน คือ

    ประเภทแรก Basic Access Interface หรือ BRI การเชื่อมต่อแบบนี้จะเหมาะกับผู้ใช้ในทุกๆ ระดับ ตั้งแต่ผู้ใช้ตามบ้านจนไปถึงองค์กรธุรกิจ ขนาดใหญ่ โดยสายสัญญาณที่นำมาใช้ก็จะเป็นสายโทรศัพท์ธรรมดาซึ่งจะเป็นการแลกเปลี่ยนกันระหว่างชุมสายของผู้ใช้บริการ และผู้ใช้ ISDN และ ISDN จะใช้ช่องสัญญาณทั้งหมด 2 ช่องโดยแต่ละช่องจะสามารถส่งผ่านข้อมูลได้สูงสุดที่ 64Kbps ฉะนั้นจึงรวมเป็น 128Kbps

    ประเภทที่สอง Primary Rate Interface หรือ PRI ส่วนแบบนี้จะเหมาะกับองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ที่ต้องการช่องสัญญาณขนาดใหญ่เพื่อรองรับกับข้อมูลจำนวนมากๆ ส่วนสายสัญญาณที่ใช้นั้นจะมีอยู่ 2 แบบ โดยแบบแรกนั้นจะใช้สาย Fiber Optic ซึ่งผู้ให้บริการมักจะติดตั้งสายประเภทนี้ไว้ตามสถานที่สำคัญ ทางธุรกิจ เพราะความสามารถจากสาย Fiber Optic ที่สามารถรักษาความปลอดภัยในระหว่างการส่งผ่านข้อมูลได้มากกว่า สำหรับสายแบบที่สองนั้น ก็จะใช้กับพื้นที่บริการที่ไม่สามารถวางสาย Fiber Optic ได้ โดยจะใช้เป็นสายโทรศัพท์ หรือสายทองแดงแทน แต่จะติดตั้งอุปกรณ์ HDSL ISDN รูปแบบนี้จะมีจำนวนของช่องสัญญาณถึง 30 ช่อง โดยในแต่ละช่องก็จะมีขนาดความกว้างของช่องสัญญาณเหมือนกับประเภท BRI คือ 64Kbps ฉะนั้นเมื่อรวมทั้งหมดก็จะได้ขนาดของช่องสัญญาณที่ส่งผ่านข้อมูลด้วยความเร็วสูงสุดถึง 2.048Mbps หรือประมาณ 2Mbps

  • ADSL Modem หรือ Asymmetric Digital Subscriber Line
    การเชื่อมต่อในแบบ ADSL ที่นับเป็น นวัตกรรมการส่งข้อมูลสายโทรศัพท์พื้นฐานเป็นที่นิยมมากที่สุด โดยจะมีอัตราในการส่งข้อมูลดาวน์โหลดสูงสุดที่ 8Mbps และอัปโหลดข้อมูลที่ 1Mbps เทคโนโลยีนี้ยังมีความสามารถในการแบ่งรหัสสัญญาณ ข้อมูลเสียงโดยการแยกความถี่ของเสียง ที่มีความถี่ไม่ เกิน 4KHz ออกจากความถี่ของสัญญาณข้อมูลที่มีความถี่ตั้งแต่ 2MHz โดยอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ในการแบ่งความถี่นี้จำเป็นที่จะต้องนำมาติดตั้งร่วมกับ ADSL โมเด็ม อุปกรณ์ที่ว่านี้เรียกว่า Pots Splitter ซึ่งจะติดตั้ง อยู่ทั้งชุมสายโทรศัพท์ และผู้ใช้ ดังนั้นผู้ใช้จึงสามารถ ใช้โทรศัพท์ร่วมกันได้ใน ระหว่างที่ใช้งานอินเทอร์เน็ต Pots Splitter จะมีลักษณะคล้ายกับเต้าเสียบโทรศัพท์ตามบ้านทั่วๆ ไปที่จะมีพอร์ตคอนเน็กเตอร์หัว RJ-11 อยู่ 2 ช่อง โดยจะมีช่องหนึ่งไว้ให้สำหรับเสียบเข้ากับโมเด็ม และช่องที่เหลืออีกช่องเอาไว้ให้สำหรับเสียบเข้ากับเครื่องโทรศัพท์

           อะไรที่ทำให้คออินเทอร์เน็ตทั้งหลายในปัจจุบันจึงนิยมติดตั้ง ใช้งาน อินเทอร์เน็ตในแบบ ADSL อย่างแรกก็คือความสะดวกสบายในการเชื่อมต่อ ผู้ใช้สามารถที่ Access ใช้งานทันทีโดยที่ไม่ต้องหมุนโทรศัพท์เหมือนโมเด็ม ISDN เพราะ ADSL จะทำการเชื่อมต่ออยู่ตลอดเวลา (Always-On-Access) สายสัญญาณ ADSL ยั เป็นอิสระในการใช้งานโดยที่ไม่ได้ไปแชร์สายสัญญาณ เหมือนCable Modem นั้นผู้ใช้จึงมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยได้
ประเภท และแนวทางในการเลือกซื้อ ADSL โมเด็ม สำหรับ ADSL โมเด็มจะมีให้เลือกใช้อยู่ 2 ประเภทเหมือนกับโมเด็มในแบบอนาล็อก คือ แบบที่ติดตั้งใช้ งานภายใน และแบบที่ติดตั้งใช้งานภายนอก

  • แบบที่ติดตั้งใช้งานภายใน โมเด็มแบบนี้จะติดตั้งกับสล็อต PCI ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งลักษณะที่เหมือนกับโมเด็มอนาล็อกทั่วๆ ไป แบบนี้ จะเหมาะกับผู้ใช้ที่ต้องการประหยัดเนื้อที่การทำงานภายนอก และประหยัดค่าใช้จ่าย

  • แบบที่ติดตั้งใช้งาน ภายนอก ADSL โมเด็มแบบนี้จะมีอินเทอร์เฟซอยู่ 2 แบบ คือ แบบแรกนั้นจะเป็นอินเทอร์เฟซ USB ส่วนแบบที่สองจะเป็น อินเทอร์เฟซ แบบ RJ-45 หรือพอร์ตแลน ซึ่งโมเด็มทั้งสองแบบก็จะมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไป อย่างเช่นแบบ USB จะติดตั้งใช้งานได้ง่าย มีราคาถูก แต่ถ้าต้องการจะแชร์เพื่อให้เครื่องอื่นๆ ได้ใช้อินเทอร์เน็ต ด้วยจะทำได้อยากเพราะโมเด็มแบบ USB ไม่ ได้ทำการติดตั้งพอร์ต RJ-45 มาให้ไว้เชื่อมต่อ ระบบแลน แต่ถ้านำไปใช้เชื่อมต่อเพียงแค่เครื่องเดียวก็น่าจะเป็น การประหยัดค่าใช้จ่าย มากกว่าที่จะนำ ADSL โมเด็มที่สนับสนุนอินเทอร์เฟซ RJ-45 มาติดตั้งใช้งาน
แสดงการเชื่อมต่อใช้งาน

Wireless ADSL Router
ADSL Router
แสดงอินเทอร์เฟซด้านหลังเครื่อง
Pots Splitter

           ปัจจุบันความนิยมใช้ ADSL โมเด็มเริ่มลดน้อยลงโดยเฉพาะผู้ใช้ตามองค์กร หรือบริษัทที่ต้องการความปลอดภัยข้อมูลมักจะนิยมเอา ADSL เราท์เตอร์ มาใช้งานแทนกันมากขึ้น ก่อนที่ ADSL เราท์เตอร์ ยังไม่ได้มีการพัฒนานำออกมาใช้นั้น ผู้ใช้พวกนี้ส่วนมากจะเชื่อมต่อเราท์เตอร์กับโมเด็มเข้า ด้วยกันเพื่อกลั่น กรองข้อมูลต่างๆ ก่อนที่จะมีการส่งผ่านเข้ามาในระบบภายใน เพื่อป้องกันภัยอันตรายต่างๆ จาก ภายนอกส่งผ่านเข้ามาทางอินเทอร์เน็ต ADSL เราท์เตอร์ นั้นค่อนข้างจะมีราคาที่สูงกว่า ADSL โมเด็มอยู่มาก เพราะจาก อินเทอร์เฟซ RJ-45 ที่สามารถติดตั้งมาให้ได้มากกว่าสูงสุดถึง 4 พอร์ต แถมบ้างตัวยังสนับ สนุน Auto-Uplink ที่จะเชื่อมต่อไปสู่อุปกรณ์ต่างๆ เช่น เราท์เตอร์ ฮับ สวิทซ์ จากพอร์ตใดก็ได้ สังคมระบบเครือข่ายไร้เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น และก็เริ่มจะ มีความนิยมกันมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย ดังนั้น ADSL เราท์เตอร์ในปัจจุบันจึงถูกพัฒนาให้สามารถทำงานแบบไร้สายได้ด้วย พร้อมที่ยังรองรับการ เชื่อมต่อแบบ อีเทอร์เน็ตใช้สายแบบเดิมด้วย โดยจะมีมาตรฐานไร้สายที่รองรับ การใช้งาน IEEE 802.11b ที่เป็นมาตรฐานเดิม และ เป็นที่นิยมใช้งานกันมากในบ้านเรา และ IEEE 802.11g ที่เป็นมาตรฐานไร้สายใหม่ที่กำลังเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ซึ่งการทำงานของทั้งสองแบบจะทำงานความถี่ 2.4GHz สำหรับราคาแบบไร้ สายนี้จะสูงมากดังนั้นถ้าไม่จำเป็นที่จะใช้งานจริงๆ ก็น่าจะหันไปเล่นแบบใช้สายก่อนก็จะประหยัดเงินในกระเป๋าได้มากครับ