จากนโยบายคอมพิวเตอร์เอื้ออาทร โครงการ 2 ที่ภาครัฐหวังกระตุ้นตลาดไอซีทีในบ้านเรา พร้อมๆ ทั้งเป็น น้ำย่อยสำหรับโครงการ ไอซีทีอื่นๆ ที่จะออกตามมาอีกเป็นระลอก จากโครงการนี้ทำให้กระทบตลาดมวลรวมของ การขายเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ไม่ใช่น้อย เนื่องจากผู้ผลิตต่างก็ดัมป์ราคาลงมาแข่งขันกันอย่างคึกคักทีเดียว.. บางองค์กรก็เตรียมงบประมาณสำหรับซื้อ เครื่องคอมพิวเตอร์ พีซีของโครงการนี้กันจำนวนมาก แล้วเครื่อง เซิร์ฟเวอร์สำหรับใช้งานหละ ถ้าท่านกำลังคิดจะซื้อเช่นกัน คราวนี้เรามีคำตอบ...

           เซิร์ฟเวอร์ ถ้าให้นิยามความหมายเชิงฮาร์ดแวร์นั้น หลายท่านก็คงจะบอกว่า เครื่องเซิร์ฟเวอร์นั้นเป็นกล่องๆ หนึ่งซึ่งบรรจุโปรเซสเซอร์ไว้ภายใน 1 ตัว หรือตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไป ประกอบไปด้วยหน่วยความจำ พร้อมทั้งฮาร์ดดิสก์ที่มีความจุขนาดใหญ่ ซึ่งเครื่องเซิร์ฟเวอร์นี้เอาไว้ให้บริการกับเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องอื่นๆ ผ่านระบบเครือข่าย โดยเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ร้องขอบริการจากเครื่องเซิร์ฟเวอร์นี้จะถูกเรียกกันว่า ไคลเอนต์


           ถ้าให้นิยามเซิร์ฟเวอร์ในเชิงซอฟต์แวร์ ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ในการใช้งานของเรานั้น อาจจะเรียกได้หลากหลายออกไปตามการใช้งาน เซิร์ฟเวอร์นั้นอาจถูกเรียกว่า เมล์เซิร์ฟเวอร์, แอพพลิเคชันเซิร์ฟเวอร์, เว็บเซิร์ฟเวอร์หรือว่าเซิร์ฟเวอร์แบบอื่นๆ ก็ตามแต่ เว็บเซิร์ฟเวอร์และเมล์เซิร์ฟเวอร์หลายๆ ท่านก็อาจจะคุ้นเคยกันแล้วว่ามีหน้าที่ทำอะไร แต่สำหรับท่านที่ยังไม่ทราบก็ขอบอกว่า เว็บเซิร์ฟเวอร์นั้นเป็นเซิร์ฟเวอร์ซึ่ง ให้บริการส่งคำร้องขอที่เป็นหน้าเว็บ เพจไปให้เครื่องคอมพิวเตอร์ต่างๆ ผ่านระบบเครือข่าย ส่วนเมล์เซิร์ฟเวอร์ นั้นก็มีหน้าที่ในการให้บริการรับส่งอีเมล์จนกระทั่งถึงปลายทางของผู้รับ และสำหรับ แอพพลิเคชันเซิร์ฟเวอร์นั้นจะต้องมีการติดตั้งซอฟต์แวร์ในฝั่งไคลเอนต์เอาไว้ด้วย เช่น ซอฟต์แวร์ด้านบัญชีของบริษัท เป็นต้น


           ในการเลือกซื้อเครื่องเซิร์ฟเวอร์สำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและเล็กหรือ SMEs นั้นสิ่งสำคัญที่จะต้องพิจารณาก็คือ จุดประสงค์ของการนำมาใช้งานว่า เป็นงานในลักษณะใด ข้อมูลที่จัดเก็บมีปริมาณมากน้อยเพียงใด จำนวนเครื่องลูกข่ายในระบบจำนวนเท่าไร แล้วจึงมาเลือกคุณสมบัติให้เหมาะกับความต้องการ ดังกล่าว ในการเลือกก็ไม่จำเป็นต้องเลือกซื้อรุ่นที่ออกมาใหม่ๆ เนื่องจากว่าจะมีราคาแพงมากเพราะได้ใช้เทคโนโลยีที่เรียกได้ว่า ใหม่ที่สุดขณะนั้น เราอาจจะเลือก เครื่องที่ตกรุ่นใหม่ๆ หรือว่าเครื่องมือสองที่ประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน เป็นการประหยัดต้นทุนในการจัดซื้อไปได้อีกมากเลยทีเดียว ซึ่งลักษณะของการรองรับการ ใช้งานได้แค่ไหนนั้นก็สามารถดูได้จากความเร็วของ ซีพียู หรือ อุปกรณ์อื่นๆ เช่น ฮาร์ดดิสก์ หรือ แรม เป็นหลัก

•ทำไมเราจะต้องพิจารณาบริการหรืองานที่เราจะใช้กับเซิร์ฟเวอร์ด้วย
           ทั้งนี้ก็เพราะบางท่านที่ซื้อเซิร์ฟเวอร์อาจจะอยากที่จะใช้บริการแทบทุกชนิดในเครื่องเดียวกันเลยก็ว่าได้ ซึ่งจริงๆ แล้วบริการแต่ละแบบที่เราจะใช้นั้นก็ ต้องการคุณสมบัติของเครื่องที่แตกต่างกันออกไปเช่นกัน สำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและเล็กที่กำลังมองหาเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่จะใช้สำหรับงานโดยทั่วๆ ไปของ องค์กรไม่ว่าจะเป็นเมล์เซิร์ฟเวอร์ ดาต้าเบสเซิร์ฟเวอร์ เว็บเซิร์ฟเวอร์หรือบริการด้านอื่นๆ นั้น ก็มีหัวข้อสำหรับพิจาณา คุณสมบัติของเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่ควรมี ดังต่อไปนี้

• คุณสมบัติของเครื่องเซิร์ฟเวอร์สำหรับ SMEs



           โปรเซสเซอร์ (Processor) หรือหน่วย-- ประมวลผลที่เรียกกันอย่างคุ้นเคยว่าซีพียูนั้นที่เหมาะสำหรับใช้งานในองค์กรขนาดเล็กๆ แล้วละก็ ซีพียูที่ใช้ กับเครื่องคอมพิวเตอร์พีซีโดยทั่วๆ ไปก็นำมาใช้งานได้เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น Intel Celeron, Intel Pentium4 หรือจะเป็นของ AMD Athlon แต่ต้อง เลือกรุ่นที่รองรับเทคโนโลยี Hyper-Threading หรือ Hyper-Transport ด้วย ซึ่งเป็นรุ่นที่ใช้กับ เครื่องพีซีไฮเอนต์นั่นเอง

           นอกจากจะช่วยให้ประหยัดต้นทุนในการจัดซื้อไปได้มากในราคาเท่าๆ กับพีซีแล้วประสิทธิภาพก็พอเพียงสำหรับใช้งานโดยทั่วๆ ไปได้ แต่ถ้าต้องการใช้ ซีพียูที่ออกแบบมาสำหรับเซิร์ฟเวอร์ โดยเฉพาะนั้นก็มี Intel Xeon DP,Intel Xeon MP และ AMD Athlon MP ซึ่งเป็นซีพียูที่สามารถรองรับการทำงาน ได้ตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไป โดยเราสามารถใส่ซีพียู 1 ตัวก่อน เมื่อต้องการ ประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นก็เพียงใส่ซีพียูอีกตัวเข้าไปได้

ชิปเซต (Chipset)
            สำหรับเครื่องเซิร์ฟเวอร์นั้นจะใช้ชิปเซตที่ออกแบบมาสำหรับจัดการงานประมวลผลโดยเฉพาะ ซึ่งจะเห็นว่า ชิปเซตนั้นต้องรองรับ เทคโนโลยีการประมวลผลแบบ Hyper-Threading, Hyper-Transport ได้ โดยชิปเซตที่มีความสามารถดังกล่าวก็เช่น ServerWorks, Intel 875P MCH, Intel E7505,Intel Hance Rapids ICH, AMD-8111, AMD-8131, AMD-8151

หน่วยความจำหลัก (Main Memory)



           สำหรับหน่วยความจำที่ใช้สำหรับเซิร์ฟเวอร์นั้นจะมีลักษณะเฉพาะออก ไปโดยคุณสมบัติที่ใช้กับเครื่องเซิร์ฟเวอร์นั้นจะเป็นประเภท ECC Memory
ซึ่ง ก็คือ Error Correction Coding นั่นก็คือ การมีบิต สำหรับตรวจสอบข้อมูลว่ามีความถูกต้องหรือไม่อย่างไร ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการรับประกันถึงคุณภาพ ของข้อมูลและความน่าเชื่อถือที่จะได้รับจากการประมวลผล และให้ประสิทธิภาพการทำงานที่น่าเชื่อถือ ทั้งแรมที่ใช้นั้นจะต้องเพิ่มขยายได้ต่อไปในอนาคตด้วย ในการเลือกใช้แรมนั้นจะต้องเลือกรุ่นที่มีความเร็วเท่ากันหรือ ใกล้เคียงกันมากที่สุด นอกจากนั้นก็ควรเลือกที่มีขนาด ต่อโมดูลมากๆ เข้าไว้ เพราะเมื่อเราขยาย ขนาดนั้นจะทำให้ใช้ DIMM แต่ละตัวได้อย่างเต็มความจุมากที่สุด ที่จะรองรับได้ ซึ่งก็ต้องแลกมากับต้นทุนที่ต้องสูงขึ้นเช่นเดียวกัน โดยที่เหมาะสมสำหรับ ใช้ในธุรกิจขนาดเล็กๆ นั้นก็ควรรองรับความจุได้สูงสุดตั้งแต่ 4GB ขึ้นไป

ฮาร์ดดิสก์

            ถือเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญของระบบ โดยปกตินั้นจะต้องมีความจุที่มีขนาดใหญ่ทั้งนี้เพื่อเป็นพื้นที่ในการจัดสรรให้กับเครื่องไคลเอนต์ ที่ต่อเชื่อมอยู่ให้พอเพียง นอกจากนั้นแล้วก็ควรมีคอนโทรลเลอร์ที่สามารถจะขยายหรือเพิ่มเติมฮาร์ดดิสก์เพิ่มขึ้นได้ในอนาคต ซึ่งแน่นอนว่าปริมาณของข้อมูลที่ เก็บไว้จะต้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอน นอกจากนั้นก็ยังต้องคำนึงถึงความเร็วในการแอ็กเซสข้อมูล โดยส่วนใหญ่นั้นจะใช้ฮาร์ดดิสก์ในแบบ SCSI (Small Computer System Interface) ซึ่งมีความเร็วสูง แต่ก็ติดขัดในเรื่องราคา ที่แพงมากกว่าในแบบ ATA ซึ่งในปัจจุบันต้องขอ ขอบคุณพัฒนาการของ Serial ATA ที่จะเข้ามาแทน ที่ฮาร์ดดิสก์แบบ Parallel ATA เดิมซึ่งส่งข้อมูลได้ช้า ซึ่งมาตรฐาน SATAในตอนนี้นั้นอยู่ที่ 150MB/s เรียกได้ว่าเร็ว ทีเดียว ซึ่งนอกจากจะคำนึงถึงการขยายขนาดแล้ว ควรจะต้องรองรับ ระบบการสำรอง ข้อมูลในแบบ Multi-RAID (Redundancy Array of Inexpensive Disk) ซึ่งเป็นตัวสำคัญที่จะช่วยสำรองข้อมูลเมื่อเกิดความเสียหาย RAID Level 0,1,5 ก็ดูจะเพียงพอสำหรับองค์กรขนาดเล็กๆ แล้ว

สล็อตส่วนขยาย (Expension Slots)



            เรื่องของสล็อตและพอร์ตก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อน โดยเฉพาะถ้าการ ใช้งานของเรานั้นต้องการเชื่อมต่อ อุปกรณ์อื่นๆ ภายนอกอย่างเทปแบ็คอัพ อุปกรณ์ออพติคอล สำหรับบันทึกหรือทำสำรองข้อมูล ก็เลือกที่มีจำนวนมากๆ ไว้ โดยอย่างน้อยนั้นจะต้องมีจำนวน 5 สล็อต ประกอบไปด้วยสล็อต PCI-X 1 หรือ 2 สล็อต, PCI 4 สล็อต เป็นต้นและก็ยังจะต้องมีพอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB 2-4 พอร์ตไว้สำหรับเชื่อมต่ออุปกรณ์ ภายนอกอื่นๆ ไว้ด้วยเช่นกัน ส่วนช่องเชื่อมต่ออื่นทั้ง Keyboard PS/2, Mouse PS/2, DB-15 และช่องเสียบลำโพงนั้นก็มีมาเป็นมาตรฐานกันอยู่แล้ว

อีเทอร์เน็ตการ์ด



            ถ้าต้องเซิร์ฟเวอร์ที่สนับสนุน ระบบเครือข่าย ที่มีความเร็วสูงอย่าง Gigabit Ethernet นั้นก็ต้องเลือกที่มีพอร์ตนี้มาให้ ซึ่งปกตินั้นจะ มีมาให้เรียบร้อย โดยเป็นแบบรวมเข้าด้วยกันกับเมนบอร์ด เลยทีเดียว ไม่จำเป็นที่จะต้องสรรหาการ์ดแบบ PCI มาเพิ่มเติม ซึ่งส่วนใหญ่จะมีให้ 2 พอร์ต คือ 10/100 Mbps 1 พอร์ตและ 10/100/1000Mbps อีก 1 พอร์ต เพียงเท่านี้ก็พอเพียงสำหรับให้บริการเครื่องไคลเอนต์ได้พร้อมกันโดยไม่เกิดปัญหาคอขวด แต่สำหรับ ระบบเครือข่ายที่ยังใช้งาน 10/100Mbps นั้นเลือกเพียงการ์ดขนาด 10/100Mbpsก็ดูจะพอเพียงกับความต้องการ ถ้าต้องการเพิ่มเติมจึงค่อยนำอีเทอร์เน็ต การ์ดในแบบ PCI มาเสียบเข้ากับสล็อต PCI ที่ยังว่างอยู่ได้

ระบบไฟฟ้าสำรองและระบบระบายความร้อน

            ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย ปกติแล้วจะมาในรูปของ Chassis ซึ่งต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรอง มาตรฐาน FCC หรือมาตรฐานอื่นที่เทียบเคียงกัน ซึ่งเป็นมาตรฐานการรับประกันถึงคลื่นสัญญาณ แม่เหล็กจะไม่ไปรบกวนการทำงาน ของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่อยู่ภายในเครื่องเซิร์ฟเวอร์ นอกจากนั้นแล้ว ก็ต้องเลือกแบบ Redundancy Hot-swap ซึ่งเมื่อตัวใดเกิด ขัดข้องอีกตัวต้องสามารถทดแทนกันได้โดยไม่ต้อง ปิดเครื่อง และอีกสิ่งหนึ่งที่ควรคำนึง ถึงก็คือกำลังไฟฟ้าจะต้องเผื่อไว้เมื่อมีการเพิ่มเติมอุปกรณ์เข้าไปจะต้องเพียงพอที่จะจ่ายไฟเลี้ยงอุปกรณ์ที่ เพิ่มเติมได้

 เคส (Rack/Tower)



            จะเลือกเซิร์ฟเวอร์ในแบบ Tower Case หรือแบบ Rack นั้นจะต้องคำนึงถึงพื้นที่ที่เราจะใช้สำหรับตั้งเครื่องกัน ถ้าเลือกใน แบบ Tower นั้นจะกินพื้นที่มากกว่า แต่ถ้าเลือกแบบ Rack นั้นจะช่วยประหยัดพื้นที่และดูแลรักษาเครื่องได้ง่าย สำหรับองค์กรที่มีแผนอยากจะเพิ่มเติมหรือ ขยายความต้องการขึ้นไปอีกการเลือกเซิร์ฟเวอร์แบบ Rack นั้นดูเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

การเลือกระบบปฏิบัติการ
            ทางเลือกสำคัญก็คือเลือกใช้ระบบปฏิบัติการในตระกูล Linuxที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในด้านไลเซนต์ซอฟต์แวร์เหมือนกับตระกูล อื่นๆ แต่สำหรับองค์กร SMEs แล้วนั้น โดยส่วนใหญ่จะไม่มีแผนกไอทีสำหรับดูแลงานด้านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะ ดังนั้นจึงอาจทำให้เกิด ปัญหาทาง ด้านค่าใช้จ่ายในการเรียนรู้ระบบ และโดยส่วนใหญ่ก็มีความเคยชินกับการใช้ระบบปฏิบัติการ Windows การจะปรับเปลี่ยนความเคยชิน นั้นเป็นสิ่ง ที่ทำได้ยากและต้องอาศัยเงินลงทุนและเวลา อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ แอพพลิเคชันที่ใช้งานกันอยู่เดิม ส่วนใหญ่ก็สร้างขึ้นมาจากสถาปัตยกรรมของระบบปฏิบัติการ Windows การจะปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบอื่นนั้นก็ยากไม่ใช่น้อยเช่นกัน ดังนั้นการเลือกใช้เซิร์ฟเวอร์ในตระกูล Linux นั้นน่าจะเหมาะกับงานด้าน เป็นเมล์ เซิร์ฟเวอร์ เว็บเซิร์ฟเวอร์และไฟล์เซิร์ฟเวอร์ มากกว่า ส่วนแอพพลิเคชันเซิร์ฟเวอร์หรือในงานที่เกี่ยวข้องกับงานบัญชีนั้นควรใช้ระบบปฏิบัติการ Windows จะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกับงานและ ดูคุ้มค่ากว่า

ราคา
            มีตั้งแต่เท่ากับเครื่องพีซีระดับไฮเอนต์แต่ประสิทธิภาพดีกว่า นอกจากนั้นถ้าซื้อเครื่อง แบรนด์เนมนั้นยังจะได้เปรียบกว่าซื้อเครื่องมาประกอบเองทั้ง ในเรื่องของการรับประกันสินค้าและมีบริการให้เมื่อเกิดปัญหา ทั้งยังมีซอฟต์แวร์อื่นๆ มาให้พร้อม เช่น ซอฟต์แวร์สำหรับมอนิเตอร์การทำงานของเครื่อง พยากรณ์การใช้งานทรัพยากรต่างๆ เป็นต้น ซึ่งเมื่อชั่งน้ำหนักดูแล้ว เครื่องเบรนด์เนมจะมีภาษีเหนือกว่าแม้ราคาจะแพงกว่าก็ตาม

• บทสรุป
สำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและเล็กที่กำลังมองหาเครื่องเซิร์ฟเวอร์ไว้ประจำการในองค์กรแล้วละก็แนวทางที่นำเสนอนั้นคงจะช่วยเป็นเครื่องชี้นำได้ว่า ควรจะเลือกซื้อเครื่องเซิร์ฟเวอร์ในแบบไหนกัน ซึ่งก่อนจะตัดสินใจนั้นก็ควรที่จะศึกษาข้อมูลของแต่ละรุ่นแต่ละแบรนด์ พร้อมทั้งรายละเอียดปลีกย่อยไม่ว่าจะ เป็นบริการระยะเวลาการรับประกันหรือเงื่อนไข อื่นๆ โดยละเอียดกันก่อน ทั้งนี้เพื่อให้ตรงกับวัตถุประสงค์ของการใช้งาน พร้อมผลประโยชน์และความคุ้มค่า ในเม็ดเงินที่จะจ่ายไปครับ...